BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 33.20-33.80 จับตารายงานประชุมเฟด-บอนด์ยิลด์สหรัฐ

8 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Ailie662

  • สมาชิกระดับสูง
  • *
  • กระทู้: 7578
BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 33.20-33.80 จับตารายงานประชุมเฟด-บอนด์ยิลด์สหรัฐ

กลุ่มงานโกล.มาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เผยมุมมองค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.80 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 33.46 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 33.19-33.80 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่ในเดือน มี.ค. เงินบาทอ่อนค่าลง 1.9% แต่แข็งค่าเล็กน้อยราว 0.1% ในไตรมาส 1/65 ทางด้านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.5% ตามคาด เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับยูโรแต่แข็งค่าเทียบกับเงินเยนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยูโรได้แรงหนุนจากสัญญาณเชิงบวก หลังการเจรจาสันติภาพรอบล่าสุดระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่เงินเยนแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 6 ปีครั้งใหม่ ท่ามกลางทิศทางการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันมากขึ้นระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยบีโอเจประกาศเข้าแทรกแซงตลาดบอนด์เพื่อรักษาเพดานและสกัดการพุ่งขึ้นของยิลด์พันธบัตรญี่ปุ่น ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 10,563 ล้านบาท แต่มียอดซื้อพันธบัตรสุทธิ 294 ล้านบาท โดยมีตราสารที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติครบอายุ 4,258 ล้านบาท

กลุ่มงานโกล.มาร์เก็ตส์ฯ คาดนักลงทุนจะให้ความสนใจกับการเปิดเผยรายงานจากการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 15-16 มี.ค. ซึ่งเฟดเริ่มต้นวัฏจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ตลาดจะติดตามบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ หลังยิลด์ระยะ 2 ปีสูงเกินยิลด์ระยะ 10 ปี ข้อมูลค่าจ้างเดือน มี.ค.สูงเกินคาด ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์มากขึ้นเกี่ยวกับการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว ส่วนสถานการณ์การสู้รบในยูเครน และการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อรัสเซีย รวมถึงการแพร่ระบาดในจีน อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนได้เช่นกัน

สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดจะติดตามข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมีนาคม ซึ่งคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ทางด้าน กนง.คงดอกเบี้ยด้วยเสียงเอกฉันท์ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย ธปท.ให้ความเห็นว่าดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างมีผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ดูแลเงินเฟ้อได้ แต่ กนง.ยังไม่ต้องการนำมาใช้ในเวลานี้ โดยอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นเกิน 5% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ก่อนที่จะลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2566 โดยผู้ดำเนินนโยบายจะติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่อไป

อนึ่ง ท่าทีดังกล่าว สนับสนุนมุมมองหลักของกรุงศรีที่ว่า กนง.จะตรึงดอกเบี้ยไว้ตลอดปีนี้ท่ามกลางการฟื้นตัวที่เปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ อย่างไรก็ดี หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด การตัดสินใจด้านนโยบายจะเผชิญความท้าทายมากยิ่งขึ้น