ก้าวสู่เทรดเดอร์ในยุค 2022 ด้วย Smart Trade &Smart Port และ Auto Wave

21 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ Beer625

  • สมาชิกระดับสูง
  • *
  • กระทู้: 8864
ก้าวสู่เทรดเดอร์ในยุค 2022 ด้วย Smart Trade &Smart Port และ Auto Wave

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ได้จัด Workshop "Robot Trade อาวุธ (ไม่) ลับ สร้างกำไรได้ ด้วยระบบเทรดอัตโนมัติ" โดยครั้งนี้เป็นหัวข้อของวันที่ 2 "ก้าวสู่เทรดเดอร์ในยุค 2022 ด้วย Smart Trade & Smart Port และ Auto Wave (Elliott Wave)" ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณทรงศักดิ์ โทแก้ว หรือ อ.ต๋อม นักลงทุนสไตล์ Hybrid ผู้เชี่ยวชาญการใช้ Auto Wave และเจ้าของ Fanpage: Stock Clinic Revolution ที่มาบรรยายแบบจัดเต็มให้กับผู้สนใจเทรดใน TFEX ได้ฟังกัน ซึ่งครั้งนี้เราจะลงในรายละเอียด Auto Robot Trade กัน 3 เรื่อง เริ่มกันที่

Auto Elliott Wave

เป็นเครื่องมือที่ตี Wave แบบอัตโนมัติโดยใช้หลักการของ Elliott Wave มานับคลื่น แยก Wave เป็น 2 ช่วง ขาขึ้น Motive Phase และ ขาลง Corrective Phase ซึ่งในขาขึ้นและขาลงจะมีทั้งหมด 5 Wave โดย Wave ที่เป็นเลขคี่ 1, 3, 5 จะมี 5 ขาย่อย และช่วงพักตัว Wave ที่เป็นเลขคู่ 2, 4 จะนับ 3 ขาย่อย a, b, c ทั้งหมดอยู่ในโครงสร้าง 5-3-5-3-5 ส่วนการใช้งานนั้นง่ายมาก ด้วยความที่เป็น Indicator Tool จึงแค่ลาก Tool ลง Price Chart ของสินค้าที่เลือกดูอยู่ ก็จะแสดงผลให้ทั้ง Wave ขาขึ้นและขาลง ซึ่งทำได้ถูกต้องตามทฤษฎี ลดปัญหาการนับ Wave ผิด โดยสามารถใช้งานได้ทั้งโปรแกรม TFEX-MT4 และ STOCK-MT5 ซึ่งผู้ลงทุนหลายท่านมักจะใช้เครื่องมือนี้มองหาจุดเข้าในช่วง Wave 3 ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหญ่

นอกจากนี้ยังสามารถใช้หาจุด Fibonacci โดยอัตโนมัติ เพื่อหาราคาเป้าหมายได้ โดยดูจากจุดย่อตัวหรือแนวรับแนวต้านก่อนหน้านี้ วัดสัดส่วนออกมาที่ 161.8%, 200%, 261.8% หรือที่ 423.6% หรือจะใช้ตี Trend Line แบบ Auto ก็ได้เช่นกัน เพื่อหาจุดกลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลงเมื่อเริ่มเบรคกรอบราคา

Smart Trade (Semi Auto Trade)

เป็นการวางแผนโดยใช้ Robot ช่วยจัดการแบบกึ่งอัตโนมัติ ด้วยเครื่องมือ Smart Trade บนโปรแกรม MT4 ในสินค้า TFEX เป็นหลัก เช่น การปิดสถานะอัตโนมัติด้วย Robot จากการตั้งเงื่อนไข Take Profit หรือ Trailing Stop ซึ่งในขั้นตอน Setup เราก็ควรพิจารณาเรื่องความเสี่ยงเป็นอันดับแรก ว่าควรเทรดด้วยจำนวนสัญญาเท่าไรเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่วางไว้ โดยให้พิจารณาจากจุด Stop Loss หรือจุด Trailing Stop เพื่อเป็นการวางแผนตั้งแต่เริ่มแรก หากละเลยเรื่องความเสี่ยง ความเสียหายเพียงครั้งเดียวก็อาจล้างกำไรทั้งหมดที่เราเคยเทรดมาก็เป็นได้

Setup การเทรดแบบ Martingale

การเทรดแบบ Martingale เป็นตัวช่วยในการเพิ่มสถานะตามที่เรา Setup โดยระบุเงื่อนไขกำไรการออกแต่ละไม้ หรือตามกำไรที่เรากำหนด ซึ่ง Semi Auto Trade คือระบบกึ่งอัตโนมัติที่เราเป็นผู้เปิดสถานะเอง แต่จะถูก Setup เรื่องความเสี่ยงไว้ให้หลังจากที่เปิดสถานะ

Setup การเทรดแบบ Grid Zone

เป็นการแบ่งโซนแบ่งไม้ในการเทรด เริ่มด้วยการกำหนดวงเงิน กำหนดผลขาดทุนที่ยอมรับได้ กำหนดจุดเข้า/จุดตัดขาดทุน/จุดทำกำไร แบ่งจำนวนไม้ที่จะเข้า และกำหนดหลักประกันที่ปัจจุบันใช้ ระบบจะดูสิ่งที่เรากำหนดค่าไว้ทั้งหมด พร้อมคำนวณจำนวนสัญญาในการเข้าแต่ละไม้และระยะการแบ่งจุดเข้า รวมถึงมี Money Management หากเทรดขาดทุนรวมกันทุกไม้ ก็จะไม่เกินผลรวมที่เราได้กำหนดค่าไว้ ทั้งนี้ เราสามารถใช้งานพร้อมกับ Auto Elliott Wave เพื่อดูจุดซื้อจุดขายที่ได้เปรียบมากขึ้น

Auto Trade - Stochastic, EMAV&SAR และ RSI

เป็นการใช้ระบบ Robot ในการเปิด/ปิดสถานะทั้งหมดหลังจากที่เรา Setup Logic และค่า Parameter ต่างๆ เรียบร้อย โดยให้ความสำคัญกับเรื่อง Drawdown หรือภาวะการถือสถานะขาดทุนสะสมเป็นสำคัญ ว่าควรมีค่าไม่สูงเกินไป เพราะหากภาพรวม Robot ที่เราใช้มี Performance ที่ดี แต่ดันเริ่มต้นใช้ในช่วงที่เข้าจังหวะ Drawdown พอดี ก็อาจจะคิดไปว่า Robot ตัวนี้ไม่เวิร์คได้จนอาจพลาดโอกาสในช่วงจังหวะตลาดฟื้นตัว

เรื่องการบริหารเงินหน้าตักในการเทรดนั้นต้องคำนึงถึงว่าเรากำลังสู้กับระยะทาง การลงทุนระยะยาวแบบนี้ เราไม่ได้เอาชนะด้วยความแม่นยำอย่างเดียว และกลยุทธ์ที่ชนะ 100% นั้นไม่มีอยู่จริง ต้องใช้ Money Management ควบคู่ เพื่อคุมความเสี่ยง และเพื่ออยู่รอดในตลาด

การเปิดสถานะเพิ่มหรือการดับเบิ้ลสถานะ ถ้าเปิดเยอะหรือ Overtrade พอร์ตของเราก็อาจจะทนความผิดพลาดจากการเทรดได้แค่ไม่กี่ครั้ง ควรจำกัดความเสียหายแต่ละครั้งที่เรารับได้ว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นของพอร์ต เช่น หากวางไว้ 2% ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุด พอร์ตเราจะทนขาดทุนติดกันได้ถึง 50 ครั้ง แต่หากวางไว้ที่ 25% พอร์ตเราจะทนขาดทุนสูงสุดได้แค่ 4 ครั้งติดกัน ซึ่งการเทรดผิดติดๆ กันแค่ 4 ครั้งนั้นมีโอกาสเป็นไปได้

โดยเราแบ่งลักษณะการเทรดได้ 3 รูปแบบ

- Scalper Trade

เน้นออกหมัดเยอะๆ อาศัย Win Rate สูง จำกัดความเสี่ยงเท่ากันทั้งกำไรและขาดทุน ทำให้การกำไรขาดทุนแต่ละครั้งไม่สูง แต่ให้ผลรวมสุทธิกำไรมากกว่าขาดทุน ซึ่งควรพิจารณาทิศทางตลาดหรือ Trend ก่อน ว่าตอนนี้เป็น Trend อะไรจาก EMA แล้วเทรดเฉพาะฝั่งนั้นๆ ด้วยสัญญาณจาก Indicator / Oscillator ที่เร็วขึ้น เช่น Parabolic SAR

- Trend Following

เป็นการเทรดที่ออกหมัดไม่เยอะ เข้าเป้าไม่กี่ครั้ง แต่เมื่อเข้าเป้าจะสร้างผลกำไรสูงกลบช่วงขาดทุนสั้นๆ ในการเทรดครั้งก่อนหน้า มี Win Rate ไม่สูง โดยใช้เครื่องมือ Smart Port และใช้ Stochastic ในการเทรด

- Swing Trade

ออกหมัดเยอะและหนัก แถมยังเข้าเป้าบ่อย สร้างผลตอบแทนสูง Win Rate ก็ยังสูง แต่ต้องใช้ประสบการณ์ในการพัฒนาพอสมควร โดยเราจะใช้ RSI ในการเทรด ซึ่งสามารถ Setup ได้ตามตัวอย่างใน Workshop

ปิดท้ายด้วยการพูดถึงโปรแกรม MT5 ที่ตอนนี้เราสามารถใช้ Robot เทรดหุ้นในตลาด SET ด้วยโปรแกรม MT5 แล้วผ่านโบรกเกอร์ที่ให้บริการ โดยสามารถใช้ดูยอด Net Buy / Net Sell ของนักลงทุนในตลาดได้แบบรายชั่วโมง และใช้สแกนหาหุ้นที่เข้าเงื่อนไขหรือมีสัญญาณซื้อขายได้ เช่น หาหุ้นที่เป็นขาขึ้นและพึ่งจะย่อตัวลงมาเป็นจังหวะซื้อ หรือหุ้นที่ Sideway มานานแล้วพึ่งมีจังหวะเบรคกรอบราคา