JDF เคาะขาย IPO ที่ราคา 2.60 บ./หุ้น เปิดจอง 29-31 มี.ค.คาดเทรด 7 เม.ย.

18 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ Fern751

  • สมาชิกระดับสูง
  • *
  • กระทู้: 7176
JDF เคาะขาย IPO ที่ราคา 2.60 บ./หุ้น เปิดจอง 29-31 มี.ค.คาดเทรด 7 เม.ย.
 
บมจ.เจดีฟู้ด (JDF) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด ที่ราคาหุ้นละ 2.60 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท โดยจะเปิดให้จองซื้อในวสันที่ 29-31 มี.ค.65 และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวดธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม วันที่ 7 เม.ย.65 นี้

การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้มี บล.โกลเบล็ก เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย ร่วมกับ บล.พาย บล.โนมูระ พัฒนสิน บล.ฟินันเซีย ไซรัส บล.เคทีบีเอสที และ บล.เอเอสแอล

การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนในครั้งนี้ที่หุ้นละ 2.60 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) เท่ากับ 25.78 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งเท่ากับ 45.39 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท ก่อนการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ จำนวน 450 ล้านหุ้น (Pre-IPO Dilution) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.101 บาทต่อหุ้น

และคิดเป็นอัตราส่วน P/E เท่ากับ 34.37 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ซึ่งเท่ากับ 45.39 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท หลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับ 600 ล้านหุ้น (Post-IPO Dilution) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.076 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากผลประกอบการในอดีต 4 ไตรมาสย้อนหลัง โดยที่ยังมิได้พิจารณาถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สำหรับกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และ อาหารและเครื่องดื่มใน SET มีค่า P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี (17 มี.ค.64-16 มี.ค.65) ที่ 37.74 เท่า

นางสาวรัตนา เอี้ยประเสริฐศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JDF กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ เพื่อลงทุนในการวิจัยและพัฒนารวมถึงเครื่องจักรของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง ขยายช่องทางตลาดไปยังต่างประเทศ ทั้งประเทศในกลุ่ม CLMV ประเทศจีนตอนใต้และประเทศอินเดีย และลงทุนในระบบเทคโนโลยีและระบบกึ่งอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิต พัฒนาระบบการเชื่อมโยงด้านข้อมูล เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตและยอดขายที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งใช้ชำระคืนเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน โดยระยะเวลาในการใช้เงินปี 65-67

บริษัทวางกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูปที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารอย่างยั่งยืน เพื่อเติบโตในระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการลงทุนในการสร้างโรงงานใหม่บนพื้นที่กว่า 33 ไร่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องปรุงรสกว่า 75% จากกำลังการผลิตของโรงงานเดิม

การเข้าจดทะเบียนใน SET ครั้งนี้ สนับสนุนให้ JDF เพิ่มศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และความพร้อมในการเติบโต โดยแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่สำหรับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง รองรับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตที่ให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ (Healthy Snack) โปรตีนหรือผักผลไม้อบกรอบ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช (Plant-Based) โดยบริษัทฯ คาดว่าการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ข้างต้นจะก่อให้เกิดรายได้เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 66 และบริษัทตั้งเป้าเป็นหุ้นที่มีการเติบโตควบคู่กับการคืนผลตอบแทนแก่นักลงทุน

นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า ความน่าสนใจของ JDF ซึ่งเป็นหุ้นด้านนวัตกรรมอาหารน้องใหม่ที่มีจุดแข็งด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในตลาดเครื่องปรุงรสมายาวนาน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารและร้านอาหารยักษ์ใหญ่มากมาย กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์เฉพาะ สามารถช่วยลูกค้าในการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนสูตรอาหารให้ตรงตามความต้องการ โดยพัฒนามาแล้วกว่า 2,000 รสชาติ ให้ลูกค้ากว่า 300 ราย อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของ JDF เอง

นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา JDF มีโรงงานแห่งใหม่ที่มีมาตรฐานรับรองคุณภาพในระดับสากล สามารถเพิ่มกำลังการผลิตพร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในยุค New Normal เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูประดับประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งบริษัทมีแผนขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศและลงทุนในระบบเทคโนโลยีและเครื่องจักรเพิ่ม เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในอนาคต

ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 64 มีรายได้จากการขายและบริการ 576.92 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 45.39 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้น 29.49% อัตราส่วนกำไรสุทธิ 7.75% คาดหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิ่มโอกาสการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรสและอาหารแปรรูปด้วยจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านนวัตกรรมอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์