คดีหมอฆ่าเมีย(ศยามล) ค่ำคืนนี้ ที่แสนสยดสยอง -*-

18270 19

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
หมอ คือบุคคลที่คอยช่วยเหลือคนไข้ให้หายหรือบรรเทาจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ

หมอ ถือเป็นอาชีพที่มีเกีรยติ และใครหลายคนใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นหมอ หมอ คือผู้ที่เปรียบเสมือนความขาวสะอาด และบริสุทธิ์แก่ผู้ที่พบเห็น

แต่!!! หมอ ก็ยังเป็นปุถุชนคนหนึ่งที่ยังไม่ละ และหมดซึ่งความ โกรธ โลภ หลง

ใน ช่วงปีที่ผ่านมา เรามักพบเห็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ที่มีข่าวเกี่ยวกับหมอ ข่าวที่เป็นที่สนใจและทำให้วงการแพทย์สั่นสะเทือนจนเป็นคดีความ คือข่าว "หมอฆ่าเมีย"

โดย เฉพาะคดีศยามลนับว่าเป็นอีกคดีที่สะเทือนขวัญต่อความรู้สึกของประชาชน เนื่องจากจำเลยที่หนึ่งเป็นสามีและเป็นนายแพทย์ ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีการวางแผนการสังหารที่สลับซับ ซ้อนพอสมควร????.

 

                เรื่อง มันเริ่มต้นเมื่อเช้าตรู่ ที่แสนสดใส ของวันที่ 29 กันยายน 2536 ถนนทางเข้าหนองปลาไหล หมู่2 ค.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี หมู่บ้านธรรมดา และชาวบ้านก็ธรรมดา ซึ่งช่วงเวลานั้นชาวบ้านก็กำลังเตรียมตัวออกไปทำงาน ในขณะที่พระภิกษุหลายรูปก็เดินออกมาเพื่อบิณฑบาตไปตามท้องถนนในหมู่บ้าน

                วันนี้ก็ธรรมดา พระภิกษุคิดอย่างนั้น จนกระทั้งกลุ่มพระภิกษุกลุ่มนั้นเดินทางรถเก๋งคันหนึ่ง.......

                รถ เก๋งคันนั้น เป็นรถยี่ห้อนิกสัน รุ่นซันนี่สีขาว หมายเลขทะเบียน ก-2344 ประจวบคีรีขันธ์ มันจอดสงบนิ่งอยู่ที่ริมถนนทางเข้าหมู่บ้านราวกับเจ้าของไม่สนใจมันแต่อย่าง ใด

                พระ ภิกษุเดินอุ้มบาตรอย่างสำรวม เดินผ่านรถเก๋งคันนั้น จนกระทั้งได้ยินเสียงของเด็กหญิงตัวน้อยๆ ร้องไห้เล็ดลอดออกจากรถเก๋งคันงามคันนั้น

                เสียง ร่ำไห้ของเด็ก ทำให้พระภิกษุเกิดความสนใจ แล้วมองเข้าไปภายในรถคันนั้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทันทีที่เห็นภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า พระทุกรูปถึงกับผงะและตกใจสุดขีด

                มัน เป็นภาพสลด ศพหญิงสาวอายุประมาณ 30 ปี นอนทอดร่างบนเบาะรถตอนหน้าด้านข้างคนขับ ที่ถูกปรับพนักพิงในตำแหน่งเอนราบไปด้านหลัง ศีรษะของหญิงสาวห้อยตกไปด้านหลัง ทั่วร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่แห้งเกรอะกรัง ท่อนล่างเปลือยอย่างอุจาดตาเนื่องจากกางเกงถูกถอดรูดลงมาอยู่แค่หัวเข่าไร้ เสื้อผ้าสวมใส่และปกปิด

                บนศพของหญิงสาวคนนั้น  มี ร่างของเด็กสาวตัวน้อยๆ นั่งกอบศพอยู่อย่างน่าเวทนา แกร้องไห้จนกระทั้งเสียงแหบแห้งและน้ำตาเหือดหาย ในเมือของหนูน้อยกำกระดาษทิชชูคอยเช็ดคราบเลือดของหญิงสาวด้วยความรัก ซึ่งแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าศพนั้นเป็นแม่ของเด็กคนนั้น

                คาดว่าแกร้องไห้และทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาราว 6 ชั่วโมง ทำให้เป็นภาพสลดต่อผู้พบเห็นอย่างยิ่ง แม้กระทั้งตำรวจและผู้สื่อขาวต่างก็สังเวรสงสารภาพที่อยู่เบื้องตรงหน้า อย่างจับใจไม่มีวันลืม

 

"ผม ได้รับแจ้งจากทางวิทยุตำรวจว่ามีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้น ผมรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อทำข่าว เมื่อไปถึงผมเห็นภาพอันน่าสลดใจ คือมีศพหญิงสาวนั่งอยู่ตรงข้ามกับคนขับ บนตักมีเด็กที่น่าจะเป็นลูกนั่งไม่ยอมห่างไปไหน แม้กระทั้งเจ้าหน้าที่จะพยายามจะอุ้มแยกออกมา เด็กก็ยังมีท่าทีขัดขืนไม่ยอมออกจากอกผู้หญิงคนนั้น"

               

                แม้ ภาพที่ปรากฏออกมาจะสร้างความรู้สึกสะเทือนใจและเวทนาต่อผู้พบเห็นมากเพียงใด ก็ตาม แต่ไม่มีใครกล้าแตะต้องหรือให้ความช่วยเหลือหนูน้อยแต่อย่างใด เรื่องนี้จำต้องแจ้งตำรวจเพื่อจัดการมากกว่า

                หลัง จากนั้นไม่นาน ตำรวจจำนวนหนึ่งจาก สภอ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ก็เข้ามาในพื้นที่ที่เกิดเหตุทันที พวกเขาทำการบันทึกภาพที่แสนสะเทือนใจนั้นในมุกแง่มุมเพื่อเป็นหลักฐานและใช้ ประกอบคดี หนูน้อยที่น่าสงสารคนนั้นถูกพาตัวออกไปจากรถ สู่อ้อมอกของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึงต้องคอยพูดจาปลอบขวัญเด็กน้อยหลังจาก ต้องอยู่กับศพเป็นเวลาเนิ่นนานหลายชั่วโมงตลอดคืนแห่งความหฤโหด แต่ถึงแม้หนูน้อยจะอยู่อ้อมแขนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปากของหนูน้อยคนนั้นก็พร่ำแต่เรียกหาแม่ตลอดเวลาอย่างน่าสงสารเหลือจะกล่าว

                ผล จากการชันสูตรศพพบว่า ผู้ตายเสียชีวิตเพราะถูกแทง3 แห่ง โดยแผลที่แทงอยู่บริเวณลิ้นปี่และหน้าอก เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ทราบชื่อในเวลาต่อมาว่าชื่อนางศยามล ลาภก่อเกียรติ อายุ 30 ปี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าบูติก บารมี ตั้งอยู่ อ.หัวหิน จ.ประจวบ คีรีขันธ์ และผ่านการหย่า กับ นายแพทย์บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลหัวหิน ซึ่งศยามลหย่าขาดไปเมื่อ 2 ปีก่อน

                ส่วนลูกของผู้ตาย มีชื่อเล่นว่าอิงอิง

                ใน เวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจทาบว่ารถยนต์ของผู้ตายถูกแจ้งความว่าหายจากบ้านตั้งแต่ 28 กันยายน 2536 ที่สภ.ต.สามกระทาย แต่ปรากฏตัวอีกครั้งก็พบมาอยู่กับเจ้าของที่เป็นศพไปแล้ว

                ใน เวลาต่อมา เมื่อพบว่านางศยามลได้รถคันดังกล่าวมาแล้วแต่ไม่แจ้งให้ตำรวจทราบ ในวันก่อนเกิดเหตุศยามลและเด็กหญิงอิงอิงก็ขับรถเก๋งออกจากบ้าน และไม่นานมีพยานรายหนึ่งยืนยันว่าเห็นรถเก๋งของนางศยามลวิ่งด้วยความเร็วสูง ออกจากอำเภอหัวหิน ข้างในมีชายสามคนอยู่ในรถด้วย เมื่อญาติทราบข่าวนี้ก็เลยเข้าไปแจ้งความตำรวจไว้ แต่ไม่ทันกาลเพราะมารู้ที่หลังว่าศยามลกลายเป็นศพไปแล้ว

                ต่อมาไม่นานนัก มารดาของศยามล นางซิวเหลียง แซ่เล้า ก็เดินทางเพื่อมารับศพของลูกสาว ก่อนเปิดเผยเรื่องราวความรักของศยามลและนายแพทย์บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมดังต่อไปนี้

                มัน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว มันเริ่มขึ้นเมื่อศยามลเกิดหลงรักกับนายแพทย์บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ที่โรงพยาบาลหัวหิน ทั้งสองแอบไปจดทะเบียนสมรสอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้ครอบครัวสองฝ่ายรู้ และอยู่กินกันจนกระทั้งศยามลให้กำเนิด ด.ญ.อิงอิง ในเวลาต่อมา

                ครอบ ครัวของศยามลนั้นเป็นครอบครัวที่มีชาติตระกูลดีในสังคมท้องถิ่น ส่วนของ บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ นั้นก็เป็นครอบครัวที่มีฐานะที่เป็นที่นับถือตาในหัวหิน เมื่อรู้เรื่องของชายหญิงคู่นี้ ทางญาติผู้ใหญ่ของศยามลโกรธมากถึงขั้นให้เลือกว่า จะให้จะอยู่กับชายที่เธอรัก หรือจะเลือกญาติพี่น้อง

                ใน ที่สุดศยามลเลือกอย่างหลัง ศยามลหย่าขาดกับบัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์อย่างเป็นทางการ และมีการเรียกร้องเงินจำนวนถึง 2 ล้านบาทจาก น.พ. บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ เป็นค่าเลี้ยงดู ด.ญ.อิงอิง แน่นอนตอนแรก น.พ. บัณฑิต ไม่เห็นด้วยเพราะทำให้ขาดผลประโยชน์ในเรื่องมรดกจากครอบครังของศยามล แต่จำต้องหย่าเพราะโดนบังคับ

                หลังการหย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นางศยามลเปิดร้านขายผ้าบูติกที่ตลาดหัวหิน

                เวลา ต่อมา นางศยามลทราบข่าวว่า น.พ. บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์กำลังจะแต่งงานกับแพทย์หญิงในโรงพยาบาลเดียวกับที่ทำงาน เรื่องนี้ทำให้ศยามลยอมไม่ได้เลยใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อให้แฟนใหม่ของอดีต สามีวางตัวลำบาก ไม่กล้าแต่งงานด้วย จนเรื่องเริ่มตึงเครียดถึงขั้นข่มขู่กันว่าถ้าศยามลไม่ออกไปจากหัวหิน จะต้องมีเรื่อง!!

                ด้วย ความดื้อดึงของนางศยามลไม่ยอมย้ายตนเองออกไปจากหัวหินตามคำข่มขู่ ทำให้ น.พ.บันทิตทำอะไรไม่ออก และไม่กล้าทำอะไรกับศยามลขั้นเด็ดขาดมากนัก เพราะญาติผู้ใหญ่ของเธอบางคนมีหน้ามีตาในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พี่ชายของเธอเป็นอดีตผู้กว้างขวางของเขต อ.ปราณบุรีกุยบุรี มีอิทธิพลกว้างไกลเป็นที่รู้จักกันดีในวงการ ?เจ้าพ่อ? ที่มีระดับ

                เรื่องของคนทั้งสองคาราคาซังเรื่อยมา จนกระทั้งมาถึงวันที่ 28 กันยายน 2535 ..........

                วัน นั้นมีโทรศัพท์มาหาศยามล ปลายสายเป็นของ น.พ. บันทิต เขาบอกว่าจะรับตัวศยามลไปดูบ้านพักสร้างใหม่เป็นของขวัญให้เธอกับลูก ขอเพียงให้เธอมาหาเขาแต่ห้ามบอกใครว่าเธอจะไปไหน

                ทันทีที่ศยามลวางสาย แม้เธอไม่บอกใครว่าจะไปไหน แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นคือ น.ศ.ปาริชาติ ลาภก่อเกียรติ รู้ดีว่าศยามลจะไปหาสามีเก่า จากนั้นรถเก๋งของนางศยามลก็ออกจากร้าน

                เธอไม่กลับมาอีกเลย...............

                คำ ให้การของบรรดาญาติพี่น้องของศยามล ล้วนมุ่งแต่ตัวของ น.พ.บันทิต ว่าเขาน่ามีส่วนรู้เห็นในการฆ่าสยามล โดยเฉพาะคำให้การของมารดาศยามลยืนยันว่าศยามลไม่เคยมีเรื่องบาดหมางให้ใคร เจ็บแค้นถึงขั้นอยากฆ่ามาก่อน นอกจากกรณีของ น.พ. บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ นั้นแหละที่อยากให้ศยามลหายไปจากโลกนี้ซะ

                หลัง จากตำรวจประมวลผลจากหลักฐานที่พบแล้ว ตำรวจเชื่อว่า นี้เป็นคดีฆาตกรรมอำพลางเพื่อให้ตำรวจหลงประเด็นว่าเป็นการข่มขืนและฆ่าและ ชิงทรัพย์ ดังนั้นผู้ต้องสงสัยในขณะนั้นมีเพียงคนเดียวคือ น.พ. บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์

                ดัง นั้น การสอบปากคำ น.พ. บัณฑิต จึงเป็นเรื่องที่ต้องกระทำการอย่างเร่งด่วน แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะ น.พ. บัณฑิต มีการอ้างหลักฐานที่อยู่ เพราะช่วงศยามลถูกฆาตกรรมนั้น น.พ.อยู่ในระหว่างพักร้อน เขายื่นใบลาพักร้อนไปเที่ยวจังหวัดอื่น 27-30 กันยายน และลากิจในวันที่ 1 ตุลาคม เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน

                ใน ตอนนั้น ศพของศยามล ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดศาลาลัย ต.ไร่เก่า อ.ปราณบุรี จประจวบคีรีขันธ์ โดยมีกำหนดณาปนกิจภายใน 7 วัน แม้คดียังไม่คลี่คลายก็ตาม

                30 กันยายน 2536 คดีของศยามลถูกปรากฏไปตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ ทีรายงานการคืบหน้าว่าตอนนี้ตำรวจจบตัวผู้ต้องสงสัยชื่อ นาย เอก ไม่ทราบนามสกุล มีพยานเห็นเขากับพรรคพวกสองคนขึ้นรถเก๋งของนวลฉวี

                นอก จากนั้นข่าวยังนะบุว่า ตอนนี้ตำรวจได้หลักฐานชิ้นสำคัญ เป็นสมุดบันทึกของนางศยามล ที่ทราบมาว่านางศยามลเป็นคนชอบจดบันทึกเรื่องราวทุกอย่างเอาไว้ โดยตำรวจหวังว่าสมุดเล่มนั้นน่าจะมีรายละเอียดที่ตำรวจต้องการอยู่

                วัน ที่ 1 ตุลาคม 2536 เวลาประมาณหนึ่งทุ่มเศษ น.พ. บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ เดินทางกลับมาถึงบ้าน และเปิดโอกาสให้หนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ เพราะตอนนี้ทั้งประเทศคงเข้าใจว่า หมอฆ่าเมีย(เก่า)หมดแล้ว

                คำ สัมภาษณ์ของ น.พ. บัณฑิตส่วนใหญ่เน้นไปทางที่ว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าศยามล เขาถึงทราบข่าวว่าเมีย(เก่า)ตาย เมื่อวันที่ 30 กันยายนนี่เอง เพราะช่วงนั้นเขาไปพักผ่อนที่ภูเก็ต พักที่โรงแรมแปซิฟิค ไอซ์แลนด์ อีกทั้งไม่เคยข่มขู่เมีย(เก่า)ตามที่เป็นข่าวเลย

                วันที่ 2 ตุลาคม 2536 เวลา 09.00 น. น.พ. บัณทิต ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง      เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนที่ ?จี้อันตึ้ง? ถนนเพชรเกษม อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

โดยคำให้สัมภาษณ์ของนายแพทย์บัณฑิต มีคร่าวๆ ต่อไปนี้

?ผม รู้จักศยามลมาตั้งแต่ปี 2530 ตอนนั้นผมเป็นแพทย์อยู่ที่ รพ. กุยบุรี จากนั้นหนึ่งปีเราก็จดทะเบียนสมรสกันอย่างลับๆ โดยที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้เรื่องมาก่อน พอปลายปี 2531 เธอขอไปเรียนตัดเสื้อที่กรุงเทพ ซึ่งผมต้องการแต่งงานกับเธออย่างเป็นทางการ แต่เธออ้างว่าไม่พร้อม ขอเรียนให้จบก่อนจึงค่อยแต่ง ทำให้เราทั้งสองมีอันเริ่มห่างเหินกันเรื่องมา?

                ?ปี 2532 ผมย้ายมาประจำที่หัวหิน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม ทำให้ผมต้องออกงานลี้ยงพบปะเพื่อนบ่อยครั้ง ช่วงนั้นเธอตั้งท้องและมักต่อว่าผมที่ไม่มีเวลาให้เธอ จากนั้นก็มีปัญหาเรื่อยมาจนเราต้องแยกทางกัน?

                ?ผู้ใหญ่ ของเราสองฝ่ายเห็นด้วย ซึ่งตอนที่เราตัดสินใจเลิกกันลูกสาวผมเพิ่งคลอดออกมาได้เดือนเศษ ผมขอลูกผมมาเลี้ยงแต่ศยามลเขาไม่ยอม พ่อผมเลยมอบเงินให้เธอ 2 ล้านบาทเป็นค่าเลี้ยงดู.....?

                ?มี ข่าวว่าผมไปข่มขู่ศยามลนั้นไม่เป็นความจริง เราต่างคนต่างอยู่ ร้านขายเสื้อของศยามลอยู่ที่หัวหินคอมเพล็กซ์อยู่ไกลจากคลินิกผมมาก แล้วผมจะไปฆ่าเธอทำไม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร ผมขอยืนยันอย่างลูกผู้ชายว่าผมไม่ได้ทำ(แต่คนอื่นทำ) ผมไม่ได้เป็นพวกสัตว์เดรัจฉานซึ่งแยกแยะสิ่งที่ถูกสิ่งที่ผิดไม่ออก ผมเสียใจอย่างมาก เหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับศยามล อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นอดีตภรรยาผม อย่างน้อยผมก็ต้องห่วงลูก.....สิ่งแรกที่ผมต้องทำในตอนนี้คือ เอาลูกมาเลี้ยงด้วยตนเอง?

                จากนั้นนายแพทย์บัณทิตก็สารยายอ้างที่อยู่

                ?ผม ทราบเรื่องที่ศยามลถูกฆ่าวันที่ 30 กันยายน หลังเกิดเหตุ 1 วัน ซึ่งตอนนั้นผมพักอยู่ที่โรงแรมแปซิฟิก ไอซ์แลนด์ ภูเก็ต เพื่อไปร่วมงานแต่งงานของนายแพทย์พิภพ อุไพศิลป์สถาพร ซึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ที่โรงเรียนวัดจันทร์ฐารามวิทยาคม ซอยเพชรเกษม 48 ในวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน เวลา 21.00 น. หลังจากงานเลิกแล้ว ผมนัดเพื่อนไปเที่ยวภูเก็ต โดยขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ในวันรุ่งขึ้น ด้วยเที่ยวบิน ทีจี 291 ออกจากดอนเมืองเวลา 17.55 น. ถึงสนามบินภูเก็ตเกือบ 20.00 น. เพราะเครื่องดีเลย์ ก่อนมาทราบข่าวของศยามลเมื่อวันที่ 30 กันยายน ผมก็รีบโทรไปสอบถามกับคนทางบ้านว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร จากนั้นผมก็เดินางกลับหัวหิน เวลา 17.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม?

                ก่อนที่นายแพทย์บัณฑิตจะย้ำลงท้ายก่อนจบสัมภาษณ์ว่า ?ผมไม่ได้ฆ่าศยามล!?

 

                ด้วย คดีนี้กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญของประชาชนทั่วประเทศเพราะผู้ต้องสงสัยเป็นหมอ ส่วนทางด้านตำรวจไม่สนใจคำให้การของแม่ศยามลกับนายแพทย์บัณฑิตอยู่แล้ว โดยทางตำรวจเริ่มได้ตั้งข้อสังเกตว่า คำให้การของนายแพทย์บัณฑิตไม่ตรงกับของตำรวจที่สืบทราบมา เมื่อมีข้อพิรุธหลายอย่าง ตำรวจเริ่มแบ่งกำลังสืบสวน โดยส่วนแรกเป็นตำรวจทางจังหวัดเพชรบุรี ส่วนสองตำรวจภูเก็ต

                การ สืบสวนของตำรวจคืบหน้าอย่างมาก เมื่อตำรวจได้พยานปากสำคัญที่ทำให้ตำรวจรู้ว่าคนที่ฆ่าศยามลประกอบด้วย ผู้จ้างวาน และผู้ลงมือ รวมทั้งหมด 5 คน

                ช่วงนี้มีกระแสข่าวลือว่า น.พ.บัณฑิตได้ติดต่อขอเข้าพบ พ.ต.อ.พิสิทธิ์ คำแน่น ผกก.ภ.จ.เพชรบุรี โดยอ้างว่าจะมาให้ปากคำแบบละเอียดเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ทางตำรวจไม่เล่นด้วย เพราะตำรวจเน้นหลักฐานและพยานมากกว่าคำให้การของนายแพทย์

                วัน ที่ 9 ตุลาคม 2536 เกิดปาฎิหารย์เหนือธรรมชาติขึ้นเมื่อตอนสายของวันฌาปนกิจศพศยามลหลังสวด อภิธรรมครบ 7 วัน ทางญาติได้เชิญหมอผีไสยศาสตร์มาเซ่นไหว้เรียกวิญญาณของศยามลหลังเสร็จพิธี เผาศพไปแล้ว  จากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรูป ถ่ายของศยามลไปให้เจ้าหน้าที่ในโรงแรมหัวหินดู ปรากฏว่ามีกลิ่นศพโซยขึ้นพร้อมกลิ่นธูปเทียนจนทำให้เจ้าหน้าที่ตกใจกลัวกัน ยกใหญ่

                นอกจากนี้วิญญาณของศยามลก็ปรากฏตัวให้ญาติเห็นบ่อยๆ โดยเฉพาะลูกสาว ด.ญ.อิง อิง เห็นวิญญาณของแม่สองครั้ง

                แน่ นอน เด็กหญิง อิง อิง คือพยายปากสำคัญ ที่ตำรวจอยากได้ตอนนี้ที่สุด แต่กว่าจะได้ตำรวจต้องรอให้เด็กหายอาการหวาดผวาก่อนจึงจะเริ่มสอบปากคำได้ และต้องส่งกำลังมาคุ้มครองเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากตำรวจได้ข่าวว่ามีชายคนหนึ่งแต่งชุดซาฟารีแอบอ้างว่าเป็นตำรวจนอก เครื่องแบบได้มาที่บ้านเพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ นอกจากนี้ยังมีรถตู้สีขาวลึกลับไม่ทราบยี่ห้อขับวนหน้าบ้านของเด็กหญิงอิง อิง แบบผิดสังเกต

               

                ทาง ด้าน น.พ. บัณฑิต ก็เก็บตัวเงียบอยู่กับบ้านระยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมารับหน้าที่ที่โรงพยาบาล โดยมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาอารักขาคุ้มกันตลอดทั้งขาไปและขากลับ

                วันที่ 12 ตุลาคม 2536 นายคงศักดิ์ ลิ่วมโนมนต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เดินไปอ่านสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับคดีศยามล ที่ สภ.อ.บ้านลาด ก่อนที่จะสั่งให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่นำสำนวลการสอบสวนนี้ไปหารือต่อที่ จวนผู้ว่าฯ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ให้สื่อมวลชนทราบ

                การ สืบสวนของตำรวจกินเวลานานกว่าครึ่งเดือน จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2536 มีความคืบหน้าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานมากพอที่จะมัดตัวหนึ่งในผู้ ต้องหาร่วมกันฆ่านางศยามลได้เป็นคนแรก คือ ส.ต.อ.แผ่ว ภูเต็ง เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 สังกัดค่ายพระมงกุฎเกล้า จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกจับกุมตัวในขณะที่เดินทางมาขึ้นศาลจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งไปรับคำฟ้องถึง 5 ข้อหา เป็นคดีค้างเก่าสมัยอยู่ สภ.กิ่ง อ.แก่นกระจาน คือมีอาวุธและกระสุนปืนไว้ครอบครองโดยไม่รับอนุญาต พกอาวุธปืนไปในเมืองและหมู่บ้านโดยมีมีเหตุอันควรและไม่ได้รับอนุญาต ยิงปืนในเมืองและหมู่บ้าน เมาสุรา ประพฤติวุ่นวายในที่สาธารณะ และปลอมแปลงเอกสารปลอม

                แน่ นอนเรื่องไรจะสารภาพ ส.ต.อ. แผ่วก็ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาสิ แต่ตำรวจก็สู้ด้วยหลักฐานและพยานอยู่แล้ว เพราะมีคนเห็นว่า ส.ต.อ.แผ่วนั้นมีความสนิทสนมกับผู้บงการในฐานะผู้มีพระคุณที่ต้องทดแทน และมีพยานเห็นว่าเขาเป็นคนที่นั่งรถผู้ตายในที่เกิดเหตุ แถมประวัติก็ไม่เบาเพราะมีคดีทำร้ายร่างกายคนอื่นเพียบ แถมเป็นญาติกับนายโก ภู่เต็ง อดีตมือปืนชื่อตั้งของ ส.ส.จังหวัดเพชรบุรี

                และสิ่งที่ตำรวจสนใจมากว่า ส.ต.อ.แผ่ว ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวของกับคดีศยามลคือ ภรรยาของ ส.ต.อ.แผ่ว ชื่อนางตา ภู่เต็ง อดีตนางพยาบาลและมีความสนิทกับนายแพทย์บัณฑิตเป็นอย่างดี  เข้า มาหาสู่เป็นประจำ อีกทั้งส.ต.อ.แผ่ว ยังติดหนี้นายแพทย์บัณฑิตเรื่องขอให้หมอมาเป็นพยานในการตรวจและออกใบรับรอง แพทย์ในศาลของคดียิงปืนขึ้นฟ้ากลางงานเลี้ยงส่งเจ้าหน้าที่ชลประทาน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2534

                วัน ที่ 16 ตุลาคม 2536 เวลา 17.30 น. หลังตำรวจจับ ส.ต.อ.แผ่ว ผู้ต้องสงสัยคนแรกได้ นายแพทย์บัณฑิตก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อีกครั้ง โดยยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์ และขออยู่ที่หัวหินต่อไปโดยไม่หนีไปไหน ส่วนเรื่อง ส.ต.อ.แผ่ว นายแพทย์บัณฑิตย้ำว่าเขาไม่รู้จักส.ต.อ.คนนี้แต่อย่างใด

                วัน ที่ 16 ตุลาคม 2536 ตอนค่ำ มีกระแสข่าวสับสนว่าตำรวจออกหมายจับ นายแพทย์บัณฑิต ร้อนไปถึงญาติพี่น้องของนายแพทย์ต้องโทรศัพท์ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ของตำรวจว่า ข่าวที่แท้จริงเป็นไงผลคือเป็นเพียงแค่ข่าวลือ

                วันที่19 ตุลาคม 2536 มีการจับกุมผู้ต้องหารายที่สอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตามจับ นายบรรจบ นิลห้อย อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี เพื่อนของ ส.ต.อ.แผ่ว ที่ชายแดนประเทศมาเลเซีย มีพยานหลายปากยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้ติดรถไปกับปิกอัพขับตามรถของศยามล ในคืนที่เกิดเหตุ ซึ่งหนีจากการจับกุมของตำรวจได้หลังจากได้ยินข่าวของ ส.ต.อ.แผ่ว เพียงวันเดียว

                นายบรรจบ นิลห้อย กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะเอาผิดผู้บงการ เขาต่างจาก ส.ต.อ.แผ่ว เพราะเขาสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และให้การรับสารภาพทั้งหมด จนตำรวจสามารถออกหมายจับ นายแพทย์ บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ในที่สุด

                วันที่ 20 ตุลาคม 2536 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายบรรจบ นิลห้อย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและชี้ที่เกิดเหตุ จากนั้นก็นำตัวไปสอบสวนหาตัวคนร้ายอีก 2 คน เพื่อจะได้นำตัวมาดำเนินคดีให้ได้เร็วที่สุด

                วัน ที่ 20 ตุลาคม 2536 วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมตัวนายแพทย์ บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ ที่โรงพยาบาลหัวหิน ภายในห้องพักแพทย์ วอร์ด 3 แผนกผดุงครรภ์ โดยมีพ่อของ นายแพทย์ บัณฑิต ติดตามไปอย่างกระชั้นชิต ท่ามกลางฝนตกลงมาอย่างหนักตลอดทาง

                11.15 น. ตำรวจสอบสอน นายแพทย์ บัณฑิต อย่างหนัก มีการปิดห้องและไม่เปิดเผยรายละเอียดการสอบสวน แต่มีการประกาศการแถลงข่าวความคืบหน้าของคดีในเวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมพริบพรี ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี

                14.20 น. มีการแถลงข่าวการจับกุม นายแพทย์ บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ โดยทางตำรวจยืนยันว่าหลักฐานที่ได้แน่นหนามาก จนไม่จำเป็นต้องรอให้ น.พ.บัณฑิตสารภาพ เพราะพนักงานสอบสวนรู้ถึงขนาดว่ามีการวางแผนฆ่าที่ไหน จ่ายเงินงวดแรกไปเท่าไหร่

                ข่าว การจับกุม นายแพทย์ บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ ทำให้กระแสข่าวในเวลานั้นแรงมากๆ จนถึงขั้นว่าใครไม่ได้อ่านข่าวศยามลถือว่าเชยมากๆ เพราะประชาชนสนใจคดีมาก ถึงขั้นติดตามวันต่อวันเหมือนละครทางทีวีไม่มีผิด ส่วนทางด้านน.พ.บัณฑิตถูกนำตัวไปขังเดี่ยวชั่วคราวที่ สภ.อ.เมือง จ.เพชรบุรี มีสภาพจิตค่อนข้างย่ำแย่ มีอาการหวดวิตกตลอดเวลา ซีดเซียว นัยน์ตาเหม่อลอย นั่งเชื่อมซึม นอนไม่หลับ ทำให้นายชูศักดิ์ผู้เป็นพ่อที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องขังรู้สึกหวาดวิตกว่าลูก ชายอาจฆ่าตัวตายเพราะเครียดจัด

 

ไม่กี่วันต่อมา บรรดาญาติๆ ของนายแพทย์บัณฑิตยื่นเรื่องขอประกันตัว แต่ทางตำรวจปฏิเสธ

                วัน ที่ 22 ตุลาคม 36 มีหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ให้มีคำสั่งให้นายแพทย์บัณฑิตพักงานราชการและให้คนอื่นทำงานแทน เพื่อป้องกันข้ออ้างในการขอประกันตัว

                ต่อ มา มีการนำตัว ด.ญ. อิงๆ มาสอบสวน ตำรวจนำรูปถ่ายผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งปะปนกับบุคคลอื่นๆ อีกจำนวนสิบๆ รูป ให้ด.ญ. ดู ผลคือ ด.ญ.อิงอิง สามารถชี้ภาพบุคคลทั้งสองอย่างถูกต้อง ซึ่งตำรวจยังให้การคุ้มครองเด็กหญิงนี้อยู่ ถึงขั้น พาด.ญ.ไปซ่อนตัวอย่างลับสุดยอด

                วันที่ 22 ตุลาคม 2536 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายแพทย์บัณทิตไปค้นหาหลักฐานและเอกสารเกี่ยวกับคดีที่คลินิกและบ้านพักของนายแพทย์บัณฑิตที่ อำเภอหัวหิน แต่ไม่มีการเปิดเผยแก่สื่อมวลชนว่าเจอหลักฐานอะไรบ้าง

                ทางด้านนายแพทย์บัณฑิตยังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และร้องขอทนายและให้การแก่ชั้นศาลเท่านั้น

                วัน ที่ 26 ตุลาคม 2536 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว นายแพทย์บัณฑิต ไปฝากขังที่ใหม่ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว และส่งผู้ต้องหาไปขังต่อที่เรือนจำเพชรบุรี ซึ่งเป็นที่เดียวกับ ส.ตอ.แผ่วถูกนำตัวมาขังอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

                ช่วง นี้ตำรวจได้ประกาศความคืบหน้าของคดีว่า กำลังจะได้ผู้ต้องหาสองคนที่เหลืออยู่ได้แล้ว โดยคนหนึ่งหนีไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ อีกคนหนีไปสุโขทัย แต่เจ้าหน้ายังปกปิดชื่อผู้ต้องหาไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่า ?เพื่อไม่ให้เสียรูปคดี?

                วัน ที่ 29 ตุลาคม 2536 เจ้าหน้าที่เชิญพยานบุคคลไม่เปิดเผยชื่อและที่อยู่จำนวน 3 คน ไปที่ห้องประชุมกองกำกับฯ เพชรบุรี ทั้งหมดให้การตรงกันว่านายแพทย์บัณฑิตมีส่วนเกี่ยวข้องในการฆ่านางศยามล

                 วันที่ 3 พฤศจิกายน 2536 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวนายบรรจบ นิลห้อย ไปที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรี ไปชี้ตัวผู้จ้างวาน ผลคือนายบรรจบชี้ตัวนายแพทย์บัณฑิต อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยไม่มีลังเลหรือไตร่ตรองใดๆ ทั้งสิ้น

                หลังเสร็จสิ้นการชี้ตัว นายบรรจบขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่เพื่อคุยกับนายแพทย์บัณฑิตเป็นการส่วนตัว

                ?ผมไม่มีอะไรจะพูดกับเขา? นายแพทย์บัณฑิตบอกตำรวจอย่างงั้น ก่อนที่จะกลับเข้าห้องขัง

                ?ภาพ ของนายแพทย์บัณฑิตตอนนั้น แทบไม่เหลือความเป็นแพทย์ เขาสวมชุดนักโทษ สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีกรัก ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกตรวจเวลาเดินต้องหิ้วโซ่ตรวนตลอดเวลา ใบหน้าเขาซีดขาวหม่นหมอง มีอาการเคร่งเครียดเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก? พยานในวันชี้ตัวกล่าวถึงนายแพทย์บัณฑิต

                10 พฤศจิกายน 2536 มีการจับกุมผู้ร่วมสังหารศยามลรายที่สามคือ นายสมหมาย สังข์เคลือบ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ชายแดนประเทศพม่า

                หลัง การจับกุมตอนแรกนายสมหมายปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรุดหนักเข้าก็สารภาพว่าส่วนร่วมในการสังหารศยามล จริง จากนั้นจึงมีการส่งตัวนายสมหมายไปดำเนินคดีต่อที่เพชรบุรี

                วัน ที่ 11 พฤศจิกายน 09.00 น. เจ้าหน้าที่เปิดแถลงข่าวเรื่องการจับกุมนายสมหมาย ที่ห้องประชุมของศาลากลางจังหวัดเพชรบุรีท่ามกลางสื่อมวลชนและนักข่าวหนา แน่น

                เจ้า หน้าที่เผยว่านายสมหมายคนนี้เป็นคนทำหน้าที่ขับรถปิ๊กอัพนิสสันสีเทาดำป้าย แดง ก-7740 กรุงเทพฯ ปาดหน้ารถของนางศยามล โดยมีคนร้ายอีก 2 คน เข้ามาล็อกตัวนางศยามล และอุ้มไปฆ่าที่สถานที่ที่กำหนดไว้แล้ว ก่อนที่จะมารับเงินจากผู้ว่าจ้างและหลบหนีไป

                พร้อม กันนี้เจ้าหน้าที่ก็เบิกตัวสมหมายมาชี้แจงรายละเอียดคดีด้วย โดยบอกว่าญาติซึ่งเป็นนายบรรจบติดต่อกับเขาว่ามีงานดีมาเสนอ โดยให้ไปรับงานที่บ้านของนายบรรจบที่จังหวัดเพชรบุรี และเมื่อมาถึงก็พบว่าเป็นแผนฆ่าคน ซึ่งต้องทำไปเพราะตกบันได้พลอยโจน

                ก่อนจบนายสมหมายย้ำว่า ?ผมแค่เป็นคนขับรถเท่านั้นนะครับ ไม่ได้เป็นคนฆ่าศยามล?

                ก่อนจบการแถลงการณ์ ตำรวจยอมระบุผู้ต้องหาที่เหลือคนสุดท้าย ชื่อนายสมหมาย เนียมศรี หรือ ?ลาย? อายุ 63 ปี ระบุว่าเป็นมือแทงนางศยามลต่อหน้าเด็กหญิงอิง อิง และมีการเพิ่มผู้ต้องสงสัยอีกคนคือ นายสาธิต มีเย็น หรือ ?เอ๊ะ? อายุ 27 ปี คนบ้านเดียวกับนายสมหมาย สังข์เคลือบ ทั้งสองมีประวัติติดคุก ชิงทรัพย์ และเป็นคนรู้จักของนายบรรจบ

                จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายสมหมาย สังข์เคลือบไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพโดยไม่มีนางแพทย์บัณฑิตไปด้วยแต่อย่างใด

มี การให้นายสมหมายชี้รถปิดอัพของตนเองในการกระทำความผิด และชี้รถเก๋งของนางศยามล ก่อนที่จะมีการเล่าเป็นฉากๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่เกิดเหตุในวันนั้น........

1.     เริ่ม แรกทีมสังหารมารวมตัวที่บ้านของนายบรรจบและทำการปรึกษาวางแผนครั้งสุดท้าย ก่อนลงมือทำงาน โดยมีค่าจ้างให้จำนวน 1 ล้านบาท โดยจ่ายล่วงหน้า 3 แสนบาท

2.       กลุ่มทีมสังหารทั้งหมดขับรถออกจากบ้านไปยังศูนย์การค้าหัวหิน คอมเพล็กซ์ อำเภอหัวหิน

3.       กลุ่มทีมสังหารเห็นรถของนางศยามลจอดในศูนย์กลางค้าจึงขับรถมาจอดใกล้ๆ

4.     กลุ่มทีมสังหารมานั่งกินข้าวในร้านอาหารชั้นล่างของศูนย์กลางค้า นายบรรจบเดินขึ้นไปดูร้าน ?บารมี? ซึ่งอยู่ชั้นสองของศูนย์กลางค้า

5.       กลุ่มคนร้ายไปนั่งกินข้าวอีกครั้งที่ร้านอาหารข้างคอนโดฯ ริมถนนเพชรเกษม

6.       ทีมสังหารขับรถมาดูนางศยามลอีกครั้งที่ศูนย์กลางค้า และรอจนนางศยามลออกมาและขับรถกับบ้าน

7.     จาก นั้นทีมสังหารก็ขับรถตามรถศยามลไป เมื่อเห็นรถศยามลจอดข้างทางเพื่อซื้อขนมปังที่ร้านเบเกอรี่ รถของคนร้ายจึงต้องขับล่วงหน้าไปเพื่อไม่ให้ศยามลสงสัย

8.       คนร้ายเลี้ยวรถตามรคนร้ายเลี้ยวรถตามรถของศยามล ซึ่งศยามลขับรถย้อนกลับศูนย์กลางค้า แล้วจอดรอ

9.       กลุ่มคนร้ายขับรถตามศยามลออกจากศูนย์กลางค้าอีกครั้ง

10.    ทีมสังหารขับรถติดตามรถของศยามลอย่างกระชั้นชิดไปตามถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าไป อ.กุยบุรี

11.   นางศยามลจอดรถแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มหนองหอย โดยมีรถของทีมสังหารขับรถเลยไปจอดรถรอห่างประมาณ 200 เมตร เมื่อนางศยามลขับรถออกจากปั๊มคนทีมสังหารจึงขับรถติดตามไปอีกครั้ง

12.   ทีม สังหารเริ่มขับรถปาดหน้ารถเก๋งของนางศยามลและลงไปใช้อาวุธมืดและปืนจี้ บังคับนางศยามลและนำตัวแม่และลูกมานั่งบนเบาะตอนนห้าด้านข้างของคนขับ โดบมีนายบรรจบและนายสมหมาย เนียมศรีนั่งอยู่เบาะหลังป

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า





แถมให้ครับ รูป หมอศยามล ผมว่าคนพวกนี้เก่งมากๆนะครับ นับถือความเก่งเลย เพียงแต่ โรคจิต -*- มากๆ

ออฟไลน์ phatra

  • สมาชิกทั่วไป
  • *
  • กระทู้: 189
น่าเศร้าค่ะ ไม่รู้จะตอบว่าไง

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
หมอศยามล เคยทำเป็น หนังฉายตั้ง 1 ครั้งเชียวนะครับ การตายที่มีเงื่อนงำของ เมีย นี่มันแบบว่า น่าขนหามากครับ ลองหา หนังสือค้นประวัติดูได้

ออฟไลน์ fanclubdjnum1

  • สมาชิกเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 529
คดีอย่างนี้น่ากลัวน่ะคับ ยิ่งถ้าใครมีแฟนเป็นหมอด้วยน่ะผมว่าเสียวสุดๆเลยอ่ะคับ มีดอยู่ในมือหมอ จะฆ่าเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนาะ ส่วนใหญ่ผมว่าหมอนี่เก็บกดน่ะ (เป็นบางคนน่ะคับผมไม่ได้รวมถึงทุกคนน่ะคับ)ใส่แว่นหนาเต๊อะเลย ผมเองผมยังกลัวอารมณ์หมอเลยคับ

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
คดีอย่างนี้น่ากลัวน่ะคับ ยิ่งถ้าใครมีแฟนเป็นหมอด้วยน่ะผมว่าเสียวสุดๆเลยอ่ะคับ มีดอยู่ในมือหมอ จะฆ่าเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนาะ ส่วนใหญ่ผมว่าหมอนี่เก็บกดน่ะ (เป็นบางคนน่ะคับผมไม่ได้รวมถึงทุกคนน่ะคับ)ใส่แว่นหนาเต๊อะเลย ผมเองผมยังกลัวอารมณ์หมอเลยคับ
เป็น จิต เลยแหละครับ แต่เรียนก็เก่ง พอมาเป็นหมอ เก่งกว่าอีก และไม่เข้าใจอะไรทำให้เค้า โรคจิต ต้องไปค้นๆ ประวัติดู อ่ะ บางที่เนื้อหามันไม่เหมือนกันอ่ะครับ เลยไม่รู้จะเชื่ออันไหน

ออฟไลน์ fanclubdjnum1

  • สมาชิกเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 529
คุณก็คิดเหมือนผมช่ายป่ะ ผมคิดว่าผมคิดไปคนเดียว 100ทั้ง100อ่ะเน๊อะ ชัวร์ ขึ้นชื่อว่าหมอผมไม่อยากเข้าใกล้เลยอ่ะคับ ผมไม่ได้รังเกียจน่ะคับ แต่บอกตรงๆว่ากลัวคับกลัวมากๆๆถึงมากที่สุดอ่ะคับ แล้วก็ดูยากน่ะคับ เพราะหมอส่วนใหญ่หน้าตาดีๆทั้งนั้น ยิ้มก็เก่ง แต่ในใจ...ไม่อยากจะเดา

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
คุณก็คิดเหมือนผมช่ายป่ะ ผมคิดว่าผมคิดไปคนเดียว 100ทั้ง100อ่ะเน๊อะ ชัวร์ ขึ้นชื่อว่าหมอผมไม่อยากเข้าใกล้เลยอ่ะคับ ผมไม่ได้รังเกียจน่ะคับ แต่บอกตรงๆว่ากลัวคับกลัวมากๆๆถึงมากที่สุดอ่ะคับ แล้วก็ดูยากน่ะคับ เพราะหมอส่วนใหญ่หน้าตาดีๆทั้งนั้น ยิ้มก็เก่ง แต่ในใจ...ไม่อยากจะเดา
ใช่ครับ หมอเป็นอาชีพนึงแหละ ที่เดาใจยากมาก เพราะคำพูดไพเราะ หน้าตาอ่อน ยิ้มเก่ง ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า กำลังโกรธ กำลังชอบอะไรอยู่รึป่าว แต่โชคยังดีที่เดี๋ยวนี้มีแต่หมอสาวๆ อยากป่วย บ่อยๆ หมอสาวสวยยยยย หุหุ

ออฟไลน์ fanclubdjnum1

  • สมาชิกเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 529
ว่าไหมคับว่าหมอสาวๆก็ดูยากกว่าหมอผู้ชายน่ะคับ มากกว่าครึ่งๆเลยอ่ะผมว่าน่ะ อย่างผู้ชายนี่เขาจะแสดงออกทางใบหน้าเลยน่ะ แต่ผู้หญิงเขาไม่ค่อยแสดงออกอ่ะคับ ถึงยังไงก็กลัวคับ กลัว1000000%

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
ว่าไหมคับว่าหมอสาวๆก็ดูยากกว่าหมอผู้ชายน่ะคับ มากกว่าครึ่งๆเลยอ่ะผมว่าน่ะ อย่างผู้ชายนี่เขาจะแสดงออกทางใบหน้าเลยน่ะ แต่ผู้หญิงเขาไม่ค่อยแสดงออกอ่ะคับ ถึงยังไงก็กลัวคับ กลัว1000000%
ไม่รุสิครับ แต่ที่ผมๆ เห็นอะนะครับ กลางวันเป็นหมอ กลางคืน เป็นนักแดนซ์ อยู่ อตก ฮ่าๆๆ เจอมาแล้ว 555+ ชอบตรงที่พวกนี้ขาวแบบกระจ่างมาก บางคนขาวชมพู แล้วหน้าใสกริ๊งเลย

ออฟไลน์ fanclubdjnum1

  • สมาชิกเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 529
จิงดิ เป็นหมอเลยเหรอคับ หรือว่าเป็นพยาบาลวิชาชีพ หรือเป็นผู้ช่วยพยาบาลชุดเหลือง แต่ถ้าเป้นหมอจิงๆ นี่เขาแน่มากเลยน่ะคับผมว่าอ่ะ แสดงว่าท่านไปบ่อยเลยจำได้ดิว่าอะไรเป็นอะไร

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
จิงดิ เป็นหมอเลยเหรอคับ หรือว่าเป็นพยาบาลวิชาชีพ หรือเป็นผู้ช่วยพยาบาลชุดเหลือง แต่ถ้าเป้นหมอจิงๆ นี่เขาแน่มากเลยน่ะคับผมว่าอ่ะ แสดงว่าท่านไปบ่อยเลยจำได้ดิว่าอะไรเป็นอะไร
เคยจีบเลยแหละครับ แต่เค้าเหมือนจะมีใจให้ แต่พอเริ่มวันใหม่ เหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น เหมือนฉันไม่เคยจีบเธอ เศร้า -*-
ยอมรับเลย หมอพวกนี้ เดาใจยากมาก แต่ตามตื้อจีบยากเป็นที่สุด

ออฟไลน์ fanclubdjnum1

  • สมาชิกเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 529
ผมว่าอันนี้เป็นที่นิสัยน่ะคับ คนประเภทนี้เขาจะยึดติดคับ ข้าราชการก็ต้องคู้กับราชการ หมอ ทหาร ตำรวจ ครู สังเกตุดูดีๆ ชีวิตคู่จะเป็นอย่างนี้เกือบร้อยทั้งร้อยอ่ะคับ ก็ไม่มีใครจับคู่ให้น่ะ แต่มันเป็นบรรทัดฐานของพวกเขาที่เขาจับคู้กันเอง ด้วยคำว่า "ระดับและหน้าตาทางสังคมไงคับ"

ออฟไลน์ Alon3ForOn3

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2302
  • Chill~ ยามเช้า
ผมว่าอันนี้เป็นที่นิสัยน่ะคับ คนประเภทนี้เขาจะยึดติดคับ ข้าราชการก็ต้องคู้กับราชการ หมอ ทหาร ตำรวจ ครู สังเกตุดูดีๆ ชีวิตคู่จะเป็นอย่างนี้เกือบร้อยทั้งร้อยอ่ะคับ ก็ไม่มีใครจับคู่ให้น่ะ แต่มันเป็นบรรทัดฐานของพวกเขาที่เขาจับคู้กันเอง ด้วยคำว่า "ระดับและหน้าตาทางสังคมไงคับ"
ถ้า งานฟรีแล้น อย่างเรา ทำเงินได้เป็นหมื่นเป็นแสน จะยังอยากได้ราชกาล อยู่มั้ย ครับ ฮ่าๆๆๆ งานฟรีแล้นก็ไม่ใช่กระจอกนะครับเพียงแต่ใช้เวลาระดมทุนนานกว่าจะมีรายได้มหาศาล ก็สบายอย่างงี้ ระดมทุนนานก็ไม่แปลกหรอกครับ

ออฟไลน์ fanclubdjnum1

  • สมาชิกเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 529
ก็ต้องรอดูต่อไปคับของอย่างนี้อะพไรมันก้ไม่แน่ไม่นอนน่ะคับ ชีวิตอาจจพลิกฟื้นกลับมาอย่างบอกไม่ถูกเลยก็ได้ บางครั้งก็ดีไปเลย บางครั้งก็เสียซะจนรับไม่ได้ จริงไหมอ่ะคับ