เฮลท์ลีด เล็งขายหุ้น IPO จำนวน 72 ล้านหุ้น หลังก.ล.ต.เริ่มนับหนึ่งไฟลิ่ง

17 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ fairya

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 3193
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บมจ. เฮลท์ลีด (HL) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) แล้ว โดย HL จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 72 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 26.47% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ ทั้งนี้ บมจ. เฮลท์ลีด (HL) (Healthlead Public Company Limited) ประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ลงทุนในบริษัทย่อย 2 แห่ง ประกอบด้วย

1.บริษัท ไอแคร์ เฮลท์ จำกัด (Icare Health Company Limited) (ไอแคร์ เฮลท์) เป็นบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 100% ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต่างๆ รวมกว่า 10,000 รายการ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าที่หลายหลาย โดยสามารถแบ่งประเภทของผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ประเภท ยาและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม , อุปกรณ์การแพทย์ และของใช้ในบ้าน , สินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกาย , สินค้าบริโภค สำหรับสินค้าดังกล่าว จะจำหน่ายผ่านร้านขายยาทั้งหมด 4 แบรนด์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 25 สาขา ดังนี้ แบรนด์ iCare จำนวน 10 สาขา, Pharmax 11 สาขา, vitaminclub 3 สาขา และ Super Drug 1 สาขา

2.บริษัท เฮลทิเนส จำกัด (Healthiness Company Limited) (เฮลทิเนส) เป็นบริษัทย่อย ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 100% ประกอบธุรกิจหลักคือ คิดค้น และพัฒนาร่วมกับทีมวิจัยภายนอก รวมทั้งว่าจ้างผู้ผลิต เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ภายใต้ 2 แบรนด์ ได้แก่ PRIME เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ PRIME จำนวนทั้งหมด 25 SKU และแบรนด์ Besuto เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ ผลิตภัณฑ์สลายกลิ่น และผลิตภัณฑ์หน้ากาก ซึ่งปัจจุบัน เฮลทิเนส จำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Besuto ทั้งหมด 9 SKU

ภก.ร.อ. ธัชพล ชลวัฒนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HL กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในครั้งนี้ มีเป้าหมายการระดมทุน เพื่อนำไปขยายสาขาและปรับปรุงสาขาเดิม โดยมุ่งเน้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าทางการตลาดที่สูง และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อต่อยอดธุรกิจ ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการยกระดับสู่การเป็นผู้นำธุรกิจร้านขายยา จำหน่ายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

"การระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯจึงมีแผนขยายสาขา เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องปรับปรุงสาขาเดิมให้มีบริการที่ตรงความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ซึ่งผลของการขยายสาขา ก็จะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ช่วยผลักดันสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจร้านขายยา เวชภัณฑ์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพ แบบครบวงจร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว

สำหรับภาพรวมของผลการดำเนินงานของ HL ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 791.21 ล้านบาทในปี 2561, จำนวน 915.51 ล้านบาทในปี 2562 และจำนวน 1,080.11 ล้านบาทในปี 2563 คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 15.71% และ17.98% สำหรับปี 2562 และ 2563 ตามลำดับ สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 556.76 ล้านบาท โดยรายได้รวมของกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย รายได้จากการขาย และรายได้อื่นๆ ขณะที่ในปี 2561-2563 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 0.39 ล้านบาท จำนวน 21.77 ล้านบาท และจำนวน 52.08 ล้านบาท ตามลำดับ

ส่วนงวด 6 เดือนแรกของ ปี 2564 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 32.29 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 5.80% โดยอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 5.09% และเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 4.82% จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

โดยกลุ่มบริษัทยังมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงปี 2561 อยู่ที่ระดับ 17.66% ปี 2562 อยู่ที่ 20.09% และปี 2563 อยู่ที่ 21.89% และงวด 6 เดือนของปี 2564 อยู่ที่ 22.27% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้น รวมทั้งการขายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่เป็นผลิตภัณฑ์ของเฮลทิเนสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างสูง