DRTเร่งเครื่องโค้งสุดท้ายปลายปี รับจังหวะรัฐคลายล็อกดาวน์ มั่นใจปีนี้เติบโต 5%ตามเป้า

25 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ deam205

  • สมาชิกระดับสูง
  • *
  • กระทู้: 7237


'บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร' ส่องแนวโน้มตลาดวัสดุโค้งสุดท้ายปลายปีบรรยากาศการซื้อสินค้าคึกคัก รับภาครัฐคลายล็อกดาวน์ เดินหน้าเศรษฐกิจ หนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค จับตาความเสี่ยงด้านแรงงานก่อสร้างในระบบที่ยังขาดอยู่ 30-40% และต้นทุนการขนส่งสินค้า เดินหน้าโครงการ Diamond Warehouse ดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางขายให้แก่คู่ค้าเพิ่ม และจัดทำกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องตอกย้ำแบรนด์ ‘ตราเพชร’ มั่นใจปีนี้เติบโต 5% ตามแผน

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด อิฐมวลเบา คานทับหลัง เคาน์เตอร์มวลเบาสำเร็จรูปและบริการหลังการขายภายใต้เครื่องหมายการ ค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดวัสดุก่อสร้างในไตรมาส 4 จะฟื้นตัวได้ดี หลังภาครัฐทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ทั้งการเปิดห้แางค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ใน 29 จังหวัดสีแดงเข้มและกิจกรรมการก่อสร้างดำเนินการได้ตามปกติ เป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและบรรยากาศการซื้อสินค้ามีความคึกคักมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยง ที่กดดันตลาดซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานก่อสร้างในตลาดกว่า 30-40% ่และด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าที่มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างและร้านค้าจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ต้องวางแผนบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“ตลาดวัสดุก่อสร้างในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีก่อน แม้ในต้นไตรมาส 3/2564 จะได้รับผลกระทบไปบ้างจากการล็อกดาวน์และปิดไซต์งานก่อสร้าง แต่เมื่อรัฐเริ่มผ่อนปรนมาตรการ แนวโน้มก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ มีออเดอร์จากฟากของผู้ประกอบการอสังหาฯในการเปิดโครงการใหม่ที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ ซึ่งจะทำให้ในปลายปีนี้บรรยากาศการซื้อสินค้าจะคึกคักขึ้น แต่เราก็ไม่ประมาทเพราะยังมีความเสี่ยงที่ต้องจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถเอาชนะความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นได้” นายสาธิต กล่าว

ส่วนแผนงาน DRT ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทฯ จะนำข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันทั้งแบรนด์สินค้า ‘ตราเพชร’ ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สามารถนำไปก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง และช่องทางการจำหน่ายทั้ง 4 ช่องทาง ได้แก่ ร้านค้าวัสดุก่อสร้างรายย่อย ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ ลูกค้าโครงการและตลาดต่างประเทศ ผลักดันยอดขายในปีนี้ให้เติบโต 5% ตามแผนที่วางไว้ โดยประเมินว่ากลุ่มลูกค้าโครงการจะเติบโตโดดเด่น เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กลับมาพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพิ่มเติม

"เรามั่นใจว่า ช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ตลาดกลับมาดีขึ้น เราสามารถซัพพอร์ตสินค้าให้กับคู่ค้าเราได้ แม้จะอยู่ในภาวะโควิด และมีการบริหารความเสี่ยงเรื่องสต็อกสินค้าหากเกิดล็อกดาวน์ ซึ่งเรามองว่า หากมีการเปิดประเทศได้ และสามารถขยายพื้นที่ส่งสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านได้ จะยิ่งทำให้บรรยากาศดีขึ้น"

อนึ่ง ตามตัวเลขผลประกอบการในรอบครึ่งปีแรก 2564 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 2,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% อัตรากำไร 10% และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 7%

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ Diamond Warehouse ผลักดันสินค้าสู่ช่องทางการขายและกระตุ้นให้ร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างรายย่อย เพิ่มปริมาณสินค้าคงคลังให้เพียงพอต่อการขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปี 2565 ซึ่งจะช่วยบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ จากความไม่แน่นอนของโควิด-19 นอกจากนี้ DRT ยังเดินหน้าตอกย้ำแบรนด์ ‘ตราเพชร’ ภายใต้แนวคิด สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง’ อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดกิจกรรม ‘DIAMOND Interior Design Contest 2021’ ซึ่งจัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป แข่งขันออกแบบลายบอร์ดตกแต่งผนังพิมพ์ลาย ภายใต้แนวคิด ‘Digital Printing Board, Create an Inspiring Space’ เพื่อเป็นไอเดียและทางเลือกสำหรับผู้ใช้วัสดุ นักออกแบบตกแต่งภายในและประชาชนทั่วไปที่กำลังมองหาวัสดุตกแต่งห้องต่างๆ ได้แก่ ร้านกาแฟ (Cafe) สำนักงานสาธารณะ (Co-Working Space) บูติคโฮเต็ล (Boutique Hotel) โรงเรียนอนุบาลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก (Nursery) เพื่อชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท

โดยบริษัทฯ ยังต่อยอดงานออกแบบจากการประกวดในปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาเป็นร้านกาแฟ Diamond Cafe เพื่อเป็นโชว์เคสที่โรงงานจังหวัดสระบุรีให้แก่ผู้บริโภคที่จะเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์สินค้า และเป็นไอเดียแก่ผู้ที่ต้องการลงทุนร้านกาแฟ ซึ่งมีพื้นที่ 5 ขนาด ตั้งแต่ 12 ถึง 63 ตร.ม. โดยใช้งบลงทุน 18,000 บาทต่อ ตร.ม. และในอนาคต จะพัฒนาแบบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับในกลุ่มร้านอาหารได้.