'คันทรี่กรุ๊ป' มองบวกมากขึ้นกับกลุ่มเปิดเมือง นักลงทุนระยะยาวทยอยสะสมได้

12 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ Prichas

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2096


เริ่มเห็นแรงเก็งกำไรเข้ามาในกลุ่ม Domestic อาทิ ค้าปลีก ร้านอาหาร สนามบิน ธนาคารพาณิชย์ เราเชื่อว่ามีประเด็นสนับสนุนดังต่อไปนี้ (1) จำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมไม่ทำจุดสูงสุดใหม่และเริ่มเห็นสัญญาณการลดน้อยถอยลง ข้อมูลล่าสุด ณ วันอาทิตย์พบผู้ติดเชื้อ 19,014 รายต่ำสุดในรอบ 20 วัน ขณะที่รักษาหายอยู่ที่ 20,672 ราย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในแง่ระบบสาธารณสุขที่จะคล่องตัวมากขึ้น (2) มีรายงานว่า กทม. รับ Vaccine เข็มแรกไปแล้วกว่า 80% ของประชากรทั้งหมดใน กทม. หากอิงสมมติฐานเดียวกับ New York พบช่วงที่ประกาศผ่อนคลายมาตรการทาง New York วางสมมติฐานคือประชากรได้รับ Vaccine เกินกว่า 70% สำหรับเข็มแรก

(3) Valuation หุ้นกลุ่มเปิดเมืองหลายตัวค่อนข้างถูกประกอบกับมี Upside ค่อนข้างสูง บนสมมติฐานอิงกำไรและราคา PRE COVID-19 (4) คาดการณ์จาก ศบค. เชื่อว่าจุดสูงสุดของการติดเชื้อจะอยู่ในช่วง ก.ย. - ต.ค. สำหรับคำแนะนำของเราต่อกลุ่มเปิดเมืองคือสามารถสะสมได้เนื่องจากระดับ Valuation ระยะยาวที่น่าสนใจประกอบกับปีหน้าเชื่อว่าสถานการณ์ COVID-19 มีแนวโน้มจะดีกว่าปีนี้ ส่วนระยะสั้นหากรับความเสี่ยงได้ก็สามารถ Trading ได้

สำหรับสัปดาห์นี้เชื่อว่าตลาดจะจับจ้องกับการประชุม Jackson Hole ในวันที่ 26 – 28 ส.ค.มีการคาดการณ์จากตลาดว่าการประชุมครั้งนี้ FED จะเริ่มส่งสัญญาณถึงการลดวงเงิน QE (Tapering QE) ทั้งนี้เราเชื่อว่าปัจจุบันราคาหุ้นทั่วโลกสะท้อนถึงประเด็นการส่งสัญญาณ Tapering QE แล้ว ดังนั้นหากที่ประชุมส่งสัญญาณออกมาจริงเชื่อไม่มีผลกระทบมากนัก แต่กลับกันหากไม่มีสัญญาณออกมาเชื่อตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวก อย่างไรก็ตามกับตลาดหุ้นไทยไม่ว่าจะส่งสัญญาณหรือไม่ส่งสัญญาณเชื่อไม่มีผลใดๆมากนัก เพราะปัจจุบันการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยมาจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อย สถานะยอดหลัง 6 ปีพบนักลงทุนสถาบันและรายย่อยซื้อสุทธิ 3.73 แสนล้านบาทและ 2.96 แสนล้านบาทตามลำดับ ส่วนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 7.37 แสนล้านบาท ส่วนอื่นๆจะเป็นตัวเลขการค้าระหว่างประเทศในวันอังคาร Bloomberg ประเมินส่งออก +19.8%YoY นำเข้า +38.8%YoY หากดีกว่าคาดจะเป็น Sentiment บวกต่อตลาด รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศ

กลยุทธ์การลงทุน สำหรับนักลงทุนระยะยาวขึ้นไปแนะทยอยสะสม Domestic Play ประกอบไปด้วยค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) รถไฟฟ้า (BTS BEM) ศูนย์การค้า (CPN) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT SPA) โรงภาพยนตร์ (MAJOR) สื่อ (PLANB VGI) ร้านอาหาร (M) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK) ส่วนนักลงทุนระยะสั้นเน้นหุ้นกำไรครึ่งปีหลังเติบโตเด่น (EPG JWD KCE MEGA WICE TU)

CRC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 37.5 บาท) เชื่อราคาหุ้นที่ปรับฐานลงมา 12% จากจุดสูงสุดก่อนหน้าสะท้อนการระบาด COVID-19 ไประดับนึงแล้วจากนี้หากมีสัญญาณที่ดีของการควบคุมการระบาดได้หรือกระจาย Vaccine อย่างมีนัยยะ คาดราคาหุ้นจะเริ่มเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น โดยคาดผลประกอบการปี 22 จะฟื้นตัวเด่น

PLANB (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 7.7 บาท) คาดรายได้สื่อของ PLANB จะปรับตัวลดลงไปที่จุดต่ำสุดใน 3Q21 ก่อนจะมีการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของ 4Q21 หนุนจากการใช้จ่ายค่าโฆษณาของภาคเอกชนที่กลับมาอีกครั้ง การเริ่มรับรู้รายได้จากป้ายสื่อโฆษณาที่ติดตั้งใหม่ในปลายปีที่แล้ว ทั้งในส่วนที่อยู่ใน 7-11 และสื่อที่รอรถเมล์ใน กทม