PTTGC คงเป้ารายได้ปี 64 เติบโต 8-10% วางงบลงทุน 1.8 แสนล้าน

12 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Prichas

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 2189


นายจิตศักดิ์ สุนทรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่าย การเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกล. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทคงเป้ารายได้ปี 2564 จะเติบโต 8-10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 3.31 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นและกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาเสริม รวมถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังที่เหลือของปี 2564 ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แม้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลให้ตลาดน้ำมันดิบมีความผันผวนอย่างมาก จากฝั่งตะวันตกเริ่มมีมาตรการเปิดเมืองเพื่อให้ประชาชนออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่งผลให้ความต้องการใช้สูงขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ฝั่งตะวันออกยังมีนโยบายควบคุมโรคผ่านการล็อกดาวน์

ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างมาก ยอมรับว่าส่งผลกระทบให้เกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากหนี้ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีปัจจัยหนุนจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่รับรู้เป็นเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า

ในการนี้ บริษัทยังเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องภายใต้งบลงทุนปี 2564 ที่ 5,344 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.8 แสนล้านบาท) โดยหลักเป็นงบลงทุนที่ใช้ซื้อหุ้น Allnex Holding GmbH จำนวน 4,802 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะดำเนินแล้วเสร็จภายในปี 2564 ส่วนการลงทุนใน บมจ.วีนิไทย (VNT) 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) ได้ภายในไตรมาส 4 ปี 2564

ส่วนที่เหลือเป็นงบลงทุนโครงการอื่นๆ 204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์ (OMP) 47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง (Super Engineering Plastics) 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโรงงานรีไซเคิลพลาสติก 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ บริษัทมีแหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสด รวมถึงการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) ในรูปแบบเครดิตเทอม และการกู้ยืมเงินจากผู้ถือหุ้นโดยไม่คิดดอกเบี้ย (Shareholder Loan) นอกจากนี้ บริษัทยังมีการพิจารณาหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกผ่านการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีหลายแห่งแสดงความสนใจ

สำหรับการขายหุ้น บมจ.โกล. เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) จะมีกำไรที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น 1.17 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นส่วนต่างราคาขายหลังหักต้นทุนจำนวน 9,000 ล้านบาท และการรับรู้กำไรทางบัญชีหลังการปรับมูลค่า 8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี คาดว่าการรับรู้กำไรดังกล่าวจะไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัท เนื่องจากรับรู้เป็นรายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (OCI) ขณะที่ในอนาคตบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้เป็นเงินปันผลรับจาก GPSC ต่อไป