บลจ.กสิกรไทย แนะลดเสี่ยง ‘คุ้มครองเงินฝาก’ หันมาซบ ‘กองทุนตราสารหนี้คุณภาพ’

11 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ deam205

  • สมาชิกระดับสูง
  • *
  • กระทู้: 6777


เริ่มแล้ว! เมื่อ11 ส.ค.ที่ผ่านมานี้ เมื่อวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาทต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อสถาบันการเงิน จะรับมือกันอย่างไร และเอาเงินไปไว้ที่ไหนดีหากต้องการลดความเสี่ยงในเรื่องนี้

“ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์”  รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย  กล่าวว่า การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ฝากเงินมากกว่าวงเงินคุ้มครองใหม่ (1 ล้านบาท) ในธนาคารใดธนาคารหนึ่งเพียงแห่งเดียว หากต้องการลดความเสี่ยงลงก็สามารถทำได้

แนะกระจายเงินฝาก 

ย้ำเทียบผลตอบแทน

แนะกระจายเงินฝากไปยังธนาคารแห่งอื่นบ้าง  ยกเว้นธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียวที่ยังคุ้มครองเต็มวงเงินเนื่องจากมีพรบ.รองรับอยู่   อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรมีการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนประกอบกันด้วย และปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็มีการติดตามความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ไทยอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว

ทั้งนี้ การฝากเงินในปัจจุบัน หากเป็นดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ย 0.25% ต่อปี และดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีเฉลี่ย 0.48% ต่อปี (ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยของธ.กสิกรไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ณ 19 ม.ค.2564)


ชู’กองทุนตราสารหนี้คุณภาพ’

เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนดีกว่า

อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้เงินงอกเงย การฝากเงินที่ได้ดอกเบี้ยต่ำ คงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ดังนั้น การลงใน“กองทุนตราสารหนี้” ไม่ว่าจะประเภทตลาดเงิน ตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตราสารหนี้ทั่วไป  ความเสี่ยงหลักยังคงเป็นcredit , market (interest rate) , liquidity risk  นับเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินได้

“ชัชชัย” แนะนำว่า แต่การลงทุนกองทุนตราสารหนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนพิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทที่มีความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังให้เหมาะสมกับความยอมรับได้ของตัวเอง นอกจากนี้ ระยะเวลาที่สามารถลงทุนได้ก็มีส่วนด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือถ้าลงทุนได้นานก็จะสามารถรับความผันผวนของตลาดได้มากขึ้น

สำหรับ บลจ.กสิกรไทย ในช่วงนี้แนะนำ กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ พลัส ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (K-FIXEDPLUS -A ) เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน กับตราสารหนี้คุณภาพ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้ เน้นคัดเลือกตราสารหนี้ไทยคุณภาพดี เกรด Aพร้อมปรับสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อโอกาสหาผลตอบแทนที่มากขึ้น

อีกทั้ง ยังมีความเสี่ยงต่ำระดับ4  ลงทุนในต่างประเทศไม่กำหนดอัตราส่วน โดยป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ และมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายไว้ชัดเจน ทำให้ผลตอบแทนไม่ผันผวนเหมือนการลงทุนในหุ้นและยิ่งลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ยิ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ผลตอบแทนย้อนหลัง5ปี 2.21% ย้อนหลัง1ปี 2.18%และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(YTD)ที่ 0.88% (ข้อมูล มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช ณ13ส.ค.64)

“ชัชชัย” กล่าวย้ำว่า กรณีลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ1ล้านบาท ไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนในเงินฝากของกองทุนตราสารหนี้บลจ.กสิกรไทย และไม่มีผลต่อผลตอบแทนกองทุนเช่นกัน โดยในการลงทุนในเงินฝากสถาบันการเงินนั้น ทีมบริหารจัดการกองทุนตราสารหนี้จะมีการพิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงินเป็นหลัก อีกทั้งมีการวิเคราะห์ฐานะการเงิน คุณภาพสินเชื่อ สภาพคล่อง อันดับความน่าเชื่อถือ ฯลฯ ประกอบการกำหนดวงเงินลงทุน โดยไม่ได้คำนึงถึงวงเงินคุ้มครองที่สถาบันประกันเงินฝากกำหนด

ทั้งนี้ การคุ้มครองเงินฝากนั้นจะเกิดขึ้นในกรณีที่สถาบันการเงินปิดกิจการ แต่ที่ผ่านมาธปท.มีการกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด โดยสถาบันการเงินไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ระดับร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ซึ่งสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้

ชี้ศก.ปีนี้ชะลอกว่าคาด

ธปท.จ่อลดดบ.อีกครั้ง

ส่วนประเด็นโอกาสธปท. ลดดอกเบี้ยในปีนี้ ทาง บลจ.กสิรไทย คาดว่าธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ0.50% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยควบคู่กับการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ตัดโอกาสปรับลดอีก 1 ครั้งได้ หากเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าคาดอย่างมีนัยยะ