วิธีเช็คแบตเตอรี่ รถยนต์ด้วยตัวเอง

37 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ totheworld

  • สมาชิกใหม่(แรกเข้า)
  • *
  • กระทู้: 8

เราจะรู้ได้ยังไงว่าแบตเตอรี่รถหมดสภาพแล้ว ตอนใช้งานก็ยังใช้งานได้ตามปกติ แต่อีกใจก็แอบกลัวว่าขับ ๆ อยู่แล้วจะไปหมดกลางทาง ทีนี้ละได้มีปัญหาใหญ่แน่ ! ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีเช็คแบตเตอรี่ รถยนต์อยู่ละก็ บทความนี้มีคำตอบ!!!
 
ประเภทของแบตเตอรี่ รถยนต์
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีตรวจสอบ สำหรับมือใหม่หัดขับ หรือคนที่ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับรถมากนัก พวกคุณอาจจะงงได้ และเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น งั้นเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าแบตเตอรี่มีกี่ประเภท ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณรู้ว่าตัวเองควรจะเช็คแบตของตัวเองยังไง
 
- แบตเตอรี่น้ำกลั่น : เป็นแบตชนิดที่ต้องหมั่นตรวจเช็คทุกเดือนเพื่อคอยเติมน้ำกลั่น มีความทนทานสูง
- แบตเตอรี่กึ่งแห้ง : นี่คือลูกผสมระหว่างแบบน้ำและแบบแห้ง ต้องตรวจเช็คเพื่อเติมน้ำกลั่นเช่นกัน แต่ไม่บ่อยเท่า เพียงแค่ทุก ๆ 6 เดือนก็พอ
- แบตเตอรี่แห้ง : สำหรับมือใหม่ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องรถ นี่คือแบตเตอรี่ รถยนต์ที่คุณต้องชอบแน่นอน เพราะแบตประเภทนี้ไม่ต้องเติมอะไรเลย มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งแลกมากับราคาที่แพงกว่าแบบอื่น ๆ
 
ถ้าอยากจะเช็คแบตเตอรี่ รถยนต์ ต้องดูตรงไหน ?
- แบตเตอรี่น้ำกลั่น : ให้ตรวจเช็คที่ระดับน้ำกลั่นว่าต่ำหรือไม่ หากพบว่าน้ำกลั่นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขีด ให้เติมน้ำกลั่นเพิ่มเข้าไปจนกว่าระดับน้ำจะแตะกับขีด
- แบตเตอรี่กึ่งแห้ง : สังเกตจากตาแมวว่าเป็นสีอะไร โดยแต่ละสีหมายความว่ายังไงให้ดูจากฉลากที่แปะไว้ ถ้าพบว่าไฟอ่อน ก็ต้องทำการรีชาร์จ แต่ถ้าน้ำกลั่นหมด ก็ให้เติมเข้าไป
- แบตเตอรี่แห้ง : เนื่องจากเป็นแบบที่ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าอยากเช็คเพื่อความแน่ใจ ให้คุณดูจากตาแมวว่าเป็นสีอะไร ซึ่งก็แล้วแต่ยี่ห้อว่าสีไหนหมายถึงอะไรอีกทีหนึ่ง ทว่าโดยหลัก ๆ แล้วแบตเตอรี่แบบแห้งน่าจะมีสีดังต่อไปนี้
เขียว / ฟ้า หมายถึงแบตเตอรี่ปกติ
ดำ / ขาว หมายถึงต้องทำการชาร์จไฟเพิ่ม
ขาว / แดง หมายถึงระดับน้ำกลั่นจวนจะหมดแล้ว ควรเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรี่ รถยนต์อันใหม่
 
สัญญาณเตือนที่รถกำลังบอกคุณว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ได้แล้ว
สตาร์ทติดยาก : เมื่อจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ พอกลับมาใช้งานอีกกลับต้องใช้เวลากว่าจะสตาร์ทติด
ไฟหน้ารถสว่างน้อยลง : เนื่องจากประจุภายในน้อยลง หรือแบตเตอรี่เสื่อม จึงทำให้ไฟหน้ารถทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม
กระจกรถทำงานช้า : เหตุผลเช่นเดียวกันกับไฟหน้ารถที่สว่างน้อยลง เป็นเพราะประจุภายในที่น้อย จึงทำให้กระจกช้าลงกว่าปกติ
 

สรุป
โดยปกติแล้วอายุการใช้งานของแบตนั้นจะอยู่ระหว่าง 1.5-3 ปี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาเช็คแบตเตอรี่ รถยนต์ ก็ให้เอาอายุการใช้งานเป็นเกณฑ์ หรือไม่ก็ดูจากสัญญาณเตือน ถ้ามีอาการอย่างที่ว่ามาก็ควรรีบไปเปลี่ยนแบต อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะนั่นอาจสร้างความลำบากให้กับคุณได้ในสักวันหนึ่งโดยไม่มีการบอกกล่าว