สุชาติ แนะรัฐเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

13 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Joe524

  • สมาชิกขาประจำ
  • *
  • กระทู้: 1328
ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ คลัง เสนอข้อเท็จจริงและทางออกจากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19  ว่าเราต้องมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศยากจนซึ่งที่ผ่านมา 5 ปีรัฐบาลบริหารประเทศ มุ่งเน้นดูแลทรัพย์สินและรายได้คนรวย ทำให้มีคนยากจนเพิ่มจากเดิม ในปี 2548 มีคนจน 4.8 ล้านคน แต่ปี 2562 เพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคน รวมเป็น 6.8 ล้านคน ประชาชนไทยจำนวนมากยังต้องหาเช้ากินค่ำ หากหยุดทำงานเพียง 2-3 วัน เงินก็แทบหมดแล้ว

ซึ่งการสั่งปิดร้านหยุดทำงานไปเรื่อยๆโดยไม่ให้เงินชดเชยรายได้ไว้ก่อน จึงเป็นวิธีการที่ผิดพลาดมาก ทำให้คนต้องกลับบ้านเกิดในต่างจังหวัดเพราะอยู่ในกรุงเทพฯก็ไม่มีกิน ไม่มีค่าเช่าบ้านทำให้เสี่ยงต่อการระบาดของโรคโควิด-19 มากขึ้น การสั่งให้ประชาชนหยุดทำงานนานๆจึงทำให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก พอรัฐบาลประกาศจะจ่ายเงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน ก็เป็นเหมือนขอนไม้ที่ลอยมาในขณะที่ กำลังจะจมน้ำจึงมีเหตุการณ์เรียกร้องที่กระทรวงการคลังเนื่องจากเงินที่จะจ่ายไม่ครอบคลุมไม่ทั่วถึงคนที่เดือดร้อน และหลักเกณฑ์ก็ไม่ยุติธรรม รัฐบาลมีเป้าหมายจ่ายให้เพียง 9 ล้านคน แต่ผู้เดือดร้อนลงทะเบียนกว่า 27 ล้านคน จึงมีคนไม่ได้เงินนี้เป็นจำนวนมาก

ดร.สุชาติ กล่าวว่า ในส่วนคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุของไทยทำหน้าที่ได้สามารถชะลอการระบาดของไวรัสนี้ได้ดีมาก คนป่วย คนเสียชีวิตมีจำนวนน้อยจึงเป็นที่ชื่นชมโดยองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นรัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้ เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการมีประชาชนจำนวนมากๆมาชุมนุมกัน เพื่อให้ประชาชนได้ทำมาหากิน  โดยสามารถดำเนินไปพร้อมกับมาตรการลดโรคระบาดคือ การใส่หน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน  ล้างมือ แยกช้อนแยกจานรักษาความสะอาด รักษาระยะห่างในสังคม (Social Distancing) รวมถึงกันผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวพยายามให้อยู่บ้านให้มากที่สุด และควรรีบตรวจหาผู้ติดเชื้อให้เร็วและมากที่สุด เพื่อแยกมารักษาตัว

ทั้งนี้ ดร.สุชาติ กล่าวต่ออีกว่า ร้านค้าต่างๆ ร้านอาหาร รวมถึงร้านตัดผม สามารถเปิดได้ นั่งทานอาหารแบบรักษาระยะห่างได้ โดยให้ทำตามมาตรการทางสาธารณสุขที่กำหนดไว้ การดำเนินการคู่ขนานกันไปกับการดูแลสุขภาพ รวมถึงการดูแลรายได้ของประชาชนจะเป็นหนทางที่ดีสุดในการดูแลประเทศในยามนี้ จะทำให้ประเทศและประชาชนสามารถฟื้นได้เร็วกว่าและมีโอกาสที่มากกว่าเทียบกับหลายประเทศในโลก