โรคไบโพล่า คนนิสัย 2 อารมณ์

9 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Thanitanitan

  • สมาชิกใหม่(แรกเข้า)
  • *
  • กระทู้: 15
โรคไบโพลาร์ หรือไบโพล่า (Bipolar Disorder) เป็น โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้าในช่วงหนึ่ง และก็มีร่าเริงแจ่มใสไม่ปกติในอีกตอนหนึ่งสลับกันไป โรคนี้ถือเป็นความไม่ปกติทางอารมณ์ที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีลักษณะอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (Major depressive episode) สลับกับตอนอารมณ์ดีมากเกินปกติ (Mania หรือ Hypomania) โดยอาการในแต่ละช่วงบางทีอาจเป็นอยู่นานยาวนานหลายสัปดาห์หรือยาวนานหลายเดือนก็ได้ อาการของโรคจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งในด้านงานการ การดำรงชีพ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการดูแลตัวเองอย่างยิ่ง ทำให้ไม่อาจจะดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไบโพลาร์
ปัจจุบันนี้เชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยไบโพลาร์นั้นมีได้หลายกรณี ดังต่อไปนี้

- ทางชีวภาพ เป็นต้นว่า การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางการนอนหลับ และก็ความผิดปกติของการทำงานของสมองในส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
- ทางด้านสังคมและก็สภาพแวดล้อม เช่น การไม่สามารถที่จะปรับพฤติกรรมเพื่อรับมือกับความเคร่งเครียดหรือปัญหาต่างๆในชีวิตได้ การเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตหรือสถานการณ์รุนแรง รวมทั้งการใช้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ สามารถกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ได้ด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ต้นเหตุทาง- ด้านสังคมไม่ใช่ปัจจัยโดยตรงของโรคไบโพลาร์ แต่บางทีอาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคออกอาการได้เพียงแค่นั้น
ทางพันธุกรรม ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่รับรองว่าโรคไบโพลาร์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จากการศึกษาพบว่า โรคนี้พบได้มากในครอบครัวที่เคยมีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มาก่อน
- ต้นเหตุโรคทางกาย อาจจะส่งผลให้เกิดโรคไบโพลาร์ได้ เช่น โรคลมชัก โรคหลอดเลือดสมอง โรคไมเกรน หรือเนื้องอกในสมอง อาการบาดเจ็บที่ศีรษะ โรคติดเชื้อ รวมทั้ง ยาบางประเภท

ลักษณะของโรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์จะทำให้คุณมีอารมณ์เปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดามิได้ โดยมีอาการของภาวการณ์ซึมเศร้าและก็ภาวะอารมณ์ดีผิดปกติสลับกันไป

อาการในตอนอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode)
ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้อย่างต่ำ 5 ข้อ โดยเป็นเกือบตลอดระยะเวลา และเป็นต่อเนื่องกันขั้นต่ำ 2 อาทิตย์

- มีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อห่อเหี่ยว หรือในเด็กและก็วัยรุ่นอาจดูเหมือนมีอารมณ์หงุดหงิด
- มีความสนใจหรือความเพลินใจในการทำกิจกรรมต่างๆน้อยลงอย่างมาก อะไรที่เคยมักจะทำก็ไม่ต้องการทำอีกต่อไป มีแรงจูงใจสำหรับในการทำสิ่งต่างๆน้อยลง
- รู้สึกเบื่อข้าวหรือเจริญอาหารมากขึ้น น้ำหนักลดลงหรือมากขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน
- นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก นอนแล้วตื่นเร็วกว่าธรรมดา หรือนอนๆตื่นๆทำให้ไม่สดชื่นหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว บางรายอาจมีอาการนอนมากไป อยาก- - นอนตลอดวัน หลับตอนกลางวันเพิ่มมากขึ้น
- กระวนกระวายใจ อยู่ไม่สุข หรือทำอะไรช้าลง
- อ่อนเพลีย รู้สึกหมดแรง ไม่อยากทำอะไร
- รู้สึกตัวเองไร้ค่า บางรายอาจรู้สึกท้อใจ ดูสิ่งรอบๆตัวในทางลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
- สมาธิแล้วก็ความจำสั้นลง
- คิดถึงการตาย ต้องการตาย พยายามฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง
- อาการในตอนที่อารมณ์ดีหรือร่าเริงมากกว่าปกติ (Mania หรือ Hypomania)
- อารมณ์แปรปรวน อาจมีอารมณ์คึกคัก เป็นสุข แจ่มใส หรืออารมณ์เสียง่ายก็ได้ โดยต้องเป็นติดต่อกันทุกวันอย่างต่ำ 1 สัปดาห์ ซึ่งญาติที่สนิทสนมผู้ป่วยชอบสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิมกระทั่งผิดปกติ

ในช่วงที่มีอารมณ์แปรปรวนนี้ พบว่ามีลักษณะอาการดังนี้ ขั้นต่ำ 3-4 อาการ อยู่เสมอ ได้แก่

- มีความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มมากขึ้น เชื่อมั่นว่าตัวเองมีความสามารถเยอะเกินไป หรือถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองสำคัญหรือยิ่งใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น เชื่อว่าตนเองมีอำนาจมากหรือมีพลังพิเศษ ฯลฯ
- การนอนเปลี่ยนไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการสำหรับการนอนลดลง ดังเช่นว่า บางทีอาจรู้สึกว่านอนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น
- คิดเร็ว บางเวลาคิดหลายๆเรื่องพร้อมเพียงกัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็คิดเรื่องอื่นในทันที บางโอกาสบางทีอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่างๆเยอะมาก
- พูดเร็วขึ้น เหตุเพราะความนึกคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูดที่ออกมาด้วย ผู้ป่วยชอบพูดเร็วและก็ขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งถ้าอาการร้ายแรงจะพูดดังรวมทั้งเร็วขึ้นอย่างมากจนถึงบางครั้งฟังเข้าใจยาก
- วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับบางสิ่งบางอย่างได้นาน มักให้ความสนใจเปลี่ยนไปตามสิ่งกระตุ้นภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย
- มีการเคลื่อนไหวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่อาจจะอยู่นิ่งๆได้ จำเป็นต้องทำกิจกรรมต่างๆตลอดเวลา ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน
- ยับยั้งชั่งใจมิได้ โดยจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการขาดการหักห้ามใจ เช่น ดื่มสุรามาก โทรศัพท์ทางไกลเป็นเวลานานๆเล่นการพนัน หรือเสี่ยงดวงจนเกินตัว ใช้เงินมากขึ้น ฯลฯ
- พฤติกรรมที่แปรไปเหล่านี้จะถือได้ว่าเป็นอาการมาเนีย (Mania) ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และก็มีลักษณะรุนแรงจนกระทั่งกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน หรือจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อป้องกันพฤติกรรมอันตรายต่อตัวเองแล้วก็คนอื่น รวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นจะต้องมิได้มาจากการใช้แอลกอฮอล์ สารเสพติด ยารักษาโรคที่ใช้บ่อยๆ และภาวการณ์เจ็บไข้ได้ป่วยอื่นๆ

ส่วนอาการไฮโปมาเนีย (Hypomania) นั้นจะมีอาการดังกล่าวมาแล้วข้างต้นคล้ายกับมาเนีย แม้กระนั้นจะไม่มีผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากสักเท่าไรนัก และมีลักษณะในระยะที่สั้นกว่า โดยเกิดขึ้นนานอย่างน้อย 4 วัน

อาการอื่นๆของโรคไบโพลาร์ที่พบได้

- วิตกกังวล
- มีอาการแบบซึมเศร้ารวมทั้งแบบอารมณ์ดีผสมกัน (Mixed episodes) โดยอาจมีทั้งอาการมาเนียหรือมาเนียอย่างอ่อน รวมทั้งสภาวะซึมเศร้าพร้อมๆกัน
- มีพฤติกรรมผิดปกติ (Catatonia) บางทีอาจแสดงกริยาทางร่างกายในท่าที่ผิดแปลกไปจากธรรมดา
- อาการ มักพบอาการประสาทหลอน (Hallucinations) รวมทั้งอาจมีอาการหลงผิด (Delusions) ร่วมด้วย ทำให้มีความคิดความเชื่อไม่ตรงกับโลกความจริง รวมทั้ง-- เกิดความฝังใจหรือความเชื่อแบบผิดๆขึ้น

ลักษณะของโรคไบโพลาร์ในเด็กและก็วัยรุ่น
แม้ว่าโรคไบโพลาร์ในเด็กและก็วัยรุ่นจะออกอาการเช่นเดียวกับคนโต แต่อาการในเด็กและวัยรุ่นอาจมีความท้าสำหรับการวินิจฉัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากความเครียดหรือสถานการณ์รุนแรงได้แน่ชัด ก็เลยทำให้เด็กที่เป็นโรคไบโพลาร์ได้รับการวินิจฉัยผิด ถ้าเกิดพบว่าบุตรหลานของคุณแสดงอารมณ์แปรปรวนรุนแรง หรือแตกต่างไปจากเดิม ให้ลองขอความเห็นแพทย์หรือกุมารแพทย์

ขณะใดถึงควรจะไปพบแพทย์?
ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์นั้นมักไม่รู้ตัวถึงอาการไม่ปกติที่เกิดขึ้น แม้ว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนของตัวเองจะร้ายแรงถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตและก็ความสัมพันธ์ต่อคนที่อยู่รอบข้าง เพราะฉะนั้น ถ้าตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิด สังเกตเห็นอาการจากที่กล่าวมาข้างต้น ควรจะปรึกษาแพทย์หรือพาผู้ป่วยไปพบหมอทันที เพราะถ้าเกิดทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาการของโรคไบโพลาร์อาจรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคไบโพลาร์ระยะสุดท้าย ซึ่งอาจทำให้มีความประพฤติใช้สารเสพติดรวมทั้งแอลกอฮอล์ มีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างหนัก ไม่อาจจะเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ มีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือพยายามรังแกตนเอง บางรายก็พัฒนาไปเป็นโรคจิตเภท ซึ่งจะมีลักษณะมองเห็นภาพลวงตา เห็นหรือได้ยินในสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริง รู้สึกว่าคนอื่นๆจะมารังแกตนเอง และก็ก่อให้เกิดความไม่ไว้ใจหรือพยายามรังแกคนอื่นเพื่อโต้ตอบได้

ขอบคุณบทความจาก https://www.honestdocs.co/understanding-bipolar