ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไบโพล่า

15 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Thanitanitan

  • สมาชิกใหม่(แรกเข้า)
  • *
  • กระทู้: 18
โรคไบโพลาร์ หรือไบโพล่า (Bipolar Disorder) เป็น โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้าในช่วงหนึ่ง และก็มีร่าเริงแจ่มใสผิดปกติในอีกตอนหนึ่งสลับกันไป โรคนี้นับว่าเป็นความไม่ปกติทางอารมณ์ที่ควรต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างถูกวิธี

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีลักษณะอารมณ์เปลี่ยนไปมาอย่างชัดเจน ระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (Major depressive episode) สลับกับช่วงอารมณ์ดีมากเกินปกติ (Mania หรือ Hypomania) โดยอาการในแต่ละครั้งอาจเป็นอยู่นานหลายสัปดาห์หรือยาวนานหลายเดือนก็ได้ ลักษณะของโรคจะทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งยังในด้านการงาน การดำรงชีพ ความสัมพันธ์กับคนอื่น และการดูแลตนเองเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตทุกวันได้อย่างปกติ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไบโพลาร์
ปัจจุบันนี้มั่นใจว่าสาเหตุของความไม่ปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นอยู่กับผู้ป่วยไบโพลาร์นั้นมีได้หลายกรณี ดังต่อไปนี้

- ทางชีวภาพ ตัวอย่างเช่น ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง การเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนต่างๆภายในร่างกาย ความผิดปกติทางการนอนหลับ แล้วก็ความผิดปกติของการทำงานของสมองในส่วนต่างๆที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์
- ต้นเหตุทางด้านสังคมและก็สภาพแวดล้อม อาทิเช่น การไม่สามารถที่จะปรับพฤติกรรมเพื่อจัดการกับความเคร่งเครียดหรือปัญหาต่างๆในชีวิตได้ การพบเจอความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตหรือเหตุการณ์ร้ายแรง รวมถึงการใช้สิ่งเสพติดแล้วก็แอลกอฮอล์ สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ดี ต้นเหตุด้านสังคมไม่ใช่ต้นเหตุโดยตรงของโรคไบโพลาร์ แม้กระนั้นบางทีอาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคออกอาการได้เท่านั้น
- ปัจจัยทางพันธุกรรม ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าโรคไบโพลาร์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จากการศึกษาพบว่า โรคนี้พบมากในครอบครัวที่เคยมีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มาก่อน
- ต้นเหตุโรคทางกาย อาจทำให้กำเนิดโรคไบโพลาร์ได้ อย่างเช่น โรคลมชัก โรคเส้นเลือดสมอง โรคไมเกรน หรือเนื้องอกในสมอง อาการบาดเจ็บที่หัว โรคติดเชื้อ แล้วก็ ยาบางจำพวก

อาการโรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์จะส่งผลให้คุณมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปๆมาๆอย่างคาดการณ์มิได้ โดยมีลักษณะอาการของสภาวะซึมเศร้าแล้วก็ภาวะอารมณ์ดีผิดปกติสลับกันไป

- อาการในช่วงอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode)
ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้อย่างน้อย 5 ข้อ โดยเป็นเกือบจะตลอดระยะเวลา รวมทั้งเป็นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- มีอารมณ์ซึมเศร้า เหนื่อยหน่ายหมดหวัง หรือในเด็กและก็วัยรุ่นอาจดูเหมือนมีอารมณ์รำคาญ
- มีความสนใจหรือความเพลินใจสำหรับในการทำกิจกรรมต่างๆลดลงอย่างเห็นได้ชัด อะไรที่เคยมักจะทำก็ไม่ต้องการทำอีกต่อไป มีแรงจูงใจสำหรับการทำสิ่งต่างๆลดน้อยลง
- รู้สึกไม่อยากกินอาหารหรือเจริญอาหารมาก น้ำหนักลดลงหรือมากขึ้นมากยิ่งกว่าจำนวนร้อยละ 5 ต่อเดือน
- นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนยาก นอนแล้วตื่นเร็วกว่าปกติ หรือนอนหลับๆตื่นๆทำให้รู้สึกไม่สดชื่นหลังตื่นนอน บางรายอาจมีอาการนอนมากมายไป ต้องการนอนตลอดทั้งวัน หลับกลางวันเพิ่มมากขึ้น
- วุ่นวายใจ วุ่นวาย หรือทำอะไรเชื่องช้าลง
- อ่อนแรง รู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
- รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า บางรายอาจรู้สึกสิ้นหวัง ดูสิ่งรอบๆตัวในด้านลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
สมาธิและความจำแย่ลง
- คิดถึงการตาย อยากตาย จะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง
- อาการในตอนที่อารมณ์ดีหรือคึกคักมากกว่าธรรมดา (Mania หรือ Hypomania)
- อารมณ์แปรปรวน อาจมีอารมณ์คึกคัก มีความสุข เบิกบานใจ หรืออารมณ์เสียง่ายก็ได้ โดยเป็นติดต่อกันต่อกันอย่างต่ำ 1 สัปดาห์ ซึ่งญาติที่ใกล้ชิดผู้ป่วยมักจะสังเกตได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิมกระทั่งไม่ปกติ

ในช่วงที่มีอารมณ์แปรปรวนนี้ พบว่ามีลักษณะอาการดังต่อไปนี้ อย่างต่ำ 3-4 อาการ อยู่ตลอด อย่างเช่น

- มีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น เชื่อถือว่าตนเองมากจนเกินไป หรือถึงขั้นคิดว่าตนเองสำคัญหรือยิ่งใหญ่ เป็นต้นว่า เชื่อว่าตัวเองมีอำนาจมากมายหรือมีพลังพิเศษ ฯลฯ
- การนอนผิดปกติไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการสำหรับการนอนต่ำลง ดังเช่น อาจมีความคิดว่านอนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็พอเพียงแล้ว เป็นต้น
- คิดเร็ว บางครั้งบางคราวคิดหลายๆเรื่องพร้อมเพียงกัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็คิดเรื่องอื่นโดยทันที ครั้งคราวอาจแสดงออกมาในรูปของการมีแผนการต่างๆเยอะแยะ
- พูดเร็วขึ้น เพราะความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูดที่ออกมาด้วย ผู้ป่วยชอบพูดเร็วและสอดแทรกได้ยาก ยิ่งถ้าหากอาการร้ายแรงจะพูดดังและเร็วขึ้นเป็นอย่างมากกระทั่งบางทีฟังเข้าใจยาก
- วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับบางสิ่งได้นาน มักมีความสนใจเปลี่ยนไปตามสิ่งกระตุ้นภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย
- มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งๆได้ จะต้องทำกิจกรรมต่างๆตลอดระยะเวลา ทั้งๆที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน
- ห้ามใจมิได้ โดยจะแสดงพฤติกรรมที่เกิดจากการขาดการหักห้ามใจ เช่น ดื่มสุรามาก โทรศัพท์ทางไกลเป็นระยะเวลานานๆเล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคจนเกินตัว ใช้เงินเยอะขึ้น ฯลฯ
- ความประพฤติติที่เปลี่ยนไปกลุ่มนี้จะนับว่าเป็นอาการมาเนีย (Mania) ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และมีลักษณะรุนแรงจนกระทั่งกระทบต่อการใช้ชีวิต หรือต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังพฤติกรรมอันตรายต่อตัวเองแล้วก็ผู้อื่น และก็อาการที่เกิดขึ้นจำต้องมิได้มาจากการใช้แอลกอฮอล์ ยาเสพติด ยารักษาโรคที่ใช้บ่อยๆ และภาวการณ์เจ็บไข้ได้ป่วยอื่นๆ

ส่วนอาการไฮโปมาเนีย (Hypomania) นั้นจะมีลักษณะอาการดังกล่าวคล้ายกับมาเนีย แม้กระนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก และก็มีอาการในระยะที่สั้นกว่า โดยเกิดขึ้นนานขั้นต่ำ 4 วัน

อาการอื่นๆของโรคไบโพลาร์ที่เจอได้

- วิตกกังวล
- มีอาการแบบซึมเศร้าแล้วก็แบบอารมณ์ดีผสมกัน (Mixed episodes) โดยอาจมีทั้งอาการมาเนียหรือมาเนียอย่างอ่อน รวมทั้งภาวะซึมเศร้าพร้อมๆกัน
- มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Catatonia) อาจแสดงกริยาทางร่างกายในท่าที่ผิดแปลกไปจากธรรมดา
- อาการทางจิต พบมากอาการประสาทหลอน (Hallucinations) รวมทั้งอาจมีอาการหลงผิด (Delusions) ร่วมด้วย ทำให้มีความคิดความเชื่อไม่ตรงกับโลกความจริง และก็กำเนิดความฝังใจหรือความคิดแบบไม่ถูกๆขึ้น

ลักษณะโรคไบโพลาร์ในเด็กแล้วก็วัยรุ่น[/b]
ถึงแม้โรคไบโพลาร์ในเด็กแล้วก็วัยรุ่นจะออกอาการเหมือนกับผู้ใหญ่ แต่อาการในเด็กแล้วก็วัยรุ่นอาจมีความท้าสำหรับการวินิจฉัยเยอะขึ้นเรื่อยๆ เหตุเพราะเด็กแล้วก็วัยรุ่นยังไม่อาจจะแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนจากความเคร่งเครียดหรือเหตุการณ์ร้ายแรงได้ชัดเจน จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคไบโพลาร์มักได้รับการวินิจฉัยผิด ถ้าเกิดพบว่าบุตรหลานของคุณแสดงความรู้สึกแปรปรวนรุนแรง หรือผิดปกติไปจากเดิม ให้ลองขอความเห็นหมอหรือกุมารแพทย์

เวลาใดถึงควรไปพบแพทย์?
ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์นั้นมักไม่รู้ตัวถึงอาการไม่ปกติที่เกิดขึ้น แม้ว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของตัวเองจะร้ายแรงถึงขั้นมีผลต่อการใช้ชีวิตแล้วก็ความเกี่ยวข้องต่อคนที่อยู่รอบข้าง ดังนั้น ถ้าตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิด สังเกตเห็นอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรขอความเห็นหมอหรือพาผู้ป่วยไปพบหมอโดยทันที เนื่องจากว่าแม้ปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการของโรคไบโพลาร์บางทีอาจร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น หรืออย่างที่หลายๆคนเข้าใจว่าเป็นโรคไบโพลาร์ระยะในที่สุด ซึ่งอาจส่งผลให้มีความประพฤติใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์ มีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างรุนแรง ไม่สามารถที่จะเรียนหรือทำงานได้อย่างปกติ มีความคิดต้องการฆ่าตัวตายหรือพยายามทำร้ายตัวเอง บางรายก็พัฒนาไปเป็นโรคจิตเภท ซึ่งจะมีอาการเห็นภาพหลอน มองเห็นหรือได้ยินในสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริง รู้สึกว่าบุคคลอื่นจะมาทำร้ายตนเอง รวมทั้งก่อให้เกิดความไม่ไว้ใจหรือต้องการรังแกผู้อื่นเพื่อตอบโต้ได้

ขอบคุณบทความจาก https://www.honestdocs.co/understanding-bipolar