ต้นหญ้าหวานเป็นยังไง ไขปัญหาเกี่ยวกับคุณประโยชน์รวมทั้งอันตราย

17 0

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Thanitanitan

  • สมาชิกใหม่(แรกเข้า)
  • *
  • กระทู้: 18
หญ้าหวาน หรือสตีเวีย (Stevia) พืชสมุนไพรทางเลือกใหม่สำหรับใช้แทนความหวานของน้ำตาล และก็กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพ เพราะว่าเชื่อว่ารับประทานแล้วไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งยังให้รสหวานเหมือนกัน หญ้าหวานดีกว่าน้ำตาลเช่นไร ส่งผลกระทบต่อสุขภาพไหม วันนี้เราจะมาไขปัญหาให้เหล่าผู้ที่ใส่ใจสุขภาพกัน

หญ้าหวานเป็นอย่างไร?
หญ้าหวานเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stevia rebaudiana ลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย เหมือนต้นโหระพา มีดอกเป็นช่อสีขาว ความสูงราว 30-90 ซม. มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศบราซิลรวมทั้งปารากวัย ถัดมาในประเทศไทยได้เริ่มนำพืชประเภทนี้มาปลูกในภาคเหนือ ซึ่งมีภูมิประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศเย็น เหมาะแก่การเติบโตของหญ้าหวาน
การใช้ต้นหญ้าหวานเริ่มด้วยการนำมาสกัดเพื่อใช้ผสมในเครื่องดื่มจำพวกชา กาแฟแล้วก็ของกินประเภทต่างๆดังเช่น เต้าเจี้ยว ซีอิ้ว ผักดอง เนื้อปลาบด ฯลฯโดยมีคุณลักษณะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 10-15 เท่า ส่วนสารสตีวิโอไซด์ที่สกัดได้จากหญ้าหวานนั้น มีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 200-300 เท่า และยังเป็นความหวานที่ไม่ให้พลังงานอีกด้วย เพราะเหตุนี้ก็เลยนิยมนำต้นหญ้าหวานมาใช้ชดเชยความหวานของน้ำตาลนั่นเอง

คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากต้นหญ้าหวาน
ต้นหญ้าหวานไม่มีแคลอรี่ หรือแม้มีก็มีน้อยมาก ในขณะน้ำตาลเพียงแค่ 2 ช้อนชา จะให้พลังงานถึง 30 แคลอรี่ รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต 8 กรัมจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในด้านต่างๆอีกมากมาย
ลดน้ำตาลในเลือด ด้วยคุณสมบัติที่ไม่มีพลังงาน ร่างกายสามารถขับออกมาได้ทันที นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าหญ้าหวานอาจช่วยเพิ่มการผลิตอินซูลินรวมทั้งกระตุ้นหลักการทำงานของอินซูลินให้ดียิ่งขึ้นได้ทำให้ต้นหญ้าหวานเหมาะกับคนที่ปรารถนาที่จะลดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างคนเป็นเบาหวานและผู้ที่รักสุขภาพทั้งหลายแหล่แต่ว่าก็ยังคงควรจะมีการวิจัยเพิ่มในคนต่อไปเพื่อการันตีคุณภาพในข้อนี้ด้วย
ลดการเสี่ยงต่อหลายๆโรค หญ้าหวานสามารถช่วยลดไขมันในเลือดและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ก็เลยมีสาระสำหรับเพื่อการช่วยคุ้มครองโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคความดันโลหิตสูง
บำรุงตับรวมทั้งชูกำลัง โดยใช้ทดแทนเกลือแร่ในผู้ที่มีภาวการณ์ขาดน้ำ
ช่วยเพิ่มความหวานให้อาหาร ไม่ต้องใช้น้ำตาล หรือใช้น้ำตาลลดน้อยลง แต่ยังมีความหวานเหมือนเดิม
เอามาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ ยกตัวอย่างเช่นนำใบหญ้าหวานมาอบแห้ง แล้วใช้ทั้งใบหรือเอามาบดสำหรับใช้ชงชา หรือนำใบมาอบแห้งบดใช้แทนน้ำตาล เหมาะสำหรับใส่ในน้ำอัดลม ชาเขียว ขนม แยม ไอศกรีม หมากฝรั่ง หรือซอสก็ได้
สามารถทนความร้อนได้ดี เมื่อประยุกต์ใช้กับอาหารจึงไม่เน่าเสียง่าย รวมทั้งแม้ว่าจะผ่านความร้อนนานๆก็ไม่ทำให้อาหารเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
ใช้แทนน้ำตาลในยาสีฟัน นอกเหนือจากการใช้ในอาหาร ตอนนี้ยังมีการนำสารสตีวิโอไซด์ที่สกัดจากหญ้าหวานไปใช้เป็นส่วนผสมในยาสีฟันแทนน้ำตาลด้วย
 
อันตรายจากการใช้หญ้าหวาน
หญ้าหวานถูกนำมาใช้คุณประโยชน์เป็นเวลายาวนาน ในเวลาเดียวกันก็มีการศึกษาค้นคว้าหลากหลายที่พยายามหาคำตอบว่าพืชประเภทนี้ก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ โดยบางงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคหญ้าหวานในจำนวนมากจะก่อให้ปริมาณสเปิร์มลดน้อยลง และก็อาจจะส่งผลให้เป็นโรคมะเร็งได้ จนมีอยู่ตอนหนึ่งที่องค์การอาหารและก็ยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา(FDA) สั่งห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร
ต่อมาได้มีการทดลองค้นคว้าถึงอันตรายและพิษของต้นหญ้าหวานซ้ำหลายครา ผลที่เกิดพบว่าไม่มีพิษ หรืออาจมีเพียงเล็กน้อยเพียงแค่นั้น องค์การอนามัยโลกจึงประกาศว่าการใช้พืชประเภทนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด
จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 2009 อเมริกาได้ประกาศและก็ยอมรับว่าหญ้าหวานเป็นพืชที่ปลอดภัย ส่วนในประเทศไทยเองก็มีทีมงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่วิจัยถึงผลข้างเคียงแล้วก็อันตรายของต้นหญ้าหวาน ซึ่งได้ให้บทสรุปว่ามีความปลอดภัย สามารถใช้บริโภคเพื่อชดเชยความหวานของน้ำตาลได้

วิธีการใช้หญ้าหวาน
แบบชงเป็นชา ต้มน้ำร้อนแต่ไม่ต้องเดือดจัด ใส่ชาต้นหญ้าหวาน 1-2 ใบ แช่ทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-3 นาที ค่อยดื่ม ถ้าหากเป็นกาประมาณ 150-200 มิลลิลิตร ควรจะใส่โดยประมาณ 3-4 ใบ โดยการแช่หญ้าหวานในน้ำอุ่นนานๆจะยิ่งช่วยเพิ่มความหวานให้มากขึ้น
แบบสำหรับใส่เครื่องดื่ม ทำเหมือนกันกับแบบแรกแต่ว่ากรองเอากากใบชาทิ้ง แล้วนำน้ำที่ได้ไปชงกาแฟหรือเครื่องดื่มตามชอบเพื่อเพิ่มความหวาน
ถึงแม้ว่าการวิจัยในขณะนี้จะไม่พบว่าการใช้หญ้าหวานเป็นโทษแก่ร่างกาย แถมยังเป็นทางเลือกเพื่อสุขภาพทดแทนน้ำตาลได้อย่างดีเยี่ยม แต่อย่าลืมว่าอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมไม่ดี ดังนั้น การใช้ต้นหญ้าหวานก็ยังคงจำต้องนึกถึงจำนวนที่สมควรด้วย เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและก็มั่นอกมั่นใจได้ว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายจริงๆ